สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสงครามการค้า, เงินเฟ้อ และความผันผวนตลาดพลังงาน-เทคโนโลยี

0
37






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสงครามการค้า, เงินเฟ้อ และความผันผวนตลาดพลังงาน-เทคโนโลยี


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสงครามการค้า, เงินเฟ้อ และความผันผวนตลาดพลังงาน-เทคโนโลยี

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น.

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงาน: ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง

ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้คือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้จากเตหะราน และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลก. กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ส่งสัญญาณเตือนเรือไม่ให้ผ่านช่องแคบดังกล่าว แม้ว่าอิหร่านจะยังไม่ได้ประกาศปิดอย่างเป็นทางการ.

ความตึงเครียดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นกว่า 12% แตะระดับ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว. นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางที่สำคัญ. ด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้เห็นชอบในหลักการที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในระดับเล็กน้อยที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทาน. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่ากลุ่ม OPEC+ มีศักยภาพสำรองเหลือไม่มากนัก.

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้ออกมาระบุว่า ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน และมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งและจากแหล่งอื่นอีก 23 วัน รวมเป็น 61 วัน โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางเงินเฟ้อ: ภาษีทรัมป์และ Fed ที่ไม่เร่งรีบ

ในด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2%. รายงานการประชุมของ Fed เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น.

ตัวเลขเงินเฟ้อภาคค้าส่ง (Producer Price Index – PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมกราคมก็พุ่งขึ้น 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือน. ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานก็เพิ่มขึ้นถึง 0.8% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากกว่าสองเท่า สร้างความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเหนียวแน่นของแรงกดดันด้านราคาในเศรษฐกิจสหรัฐฯ. ในทางกลับกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์กลับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 91.2 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และรายได้. สำหรับแนวโน้ม GDP สหรัฐฯ ในปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโต 2% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากผลสำรวจก่อนหน้า.

ภาพรวมตลาดหุ้นและเทคโนโลยี AI: โอกาสและความเสี่ยง

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายลงทุนจำนวนมากของบริษัทเทคโนโลยีในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศักยภาพที่ AI อาจเข้ามาพลิกโฉมหลายอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างความผันผวนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี. นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายสินทรัพย์จากภาคเทคโนโลยีไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน เพื่อแสวงหาคุณค่าในเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น.

ตลาดหุ้นเอเชียมีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสานในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปที่แข็งแกร่ง. ตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ฟื้นตัวหลังวันหยุดตรุษจีน โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) คงอัตราดอกเบี้ย. ในขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับลดลงกว่า 1%. ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่า 2% ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นวันที่สาม โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์.

นโยบายธนาคารกลางทั่วโลก: การปรับตัวในภาวะที่แตกต่าง

ธนาคารกลางทั่วโลกต่างดำเนินนโยบายการเงินภายใต้บริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป ธนาคารกลางซิมบับเวตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 35% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.8% ในเดือนกุมภาพันธ์. ธนาคารกลางไนจีเรียปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 50 จุดพื้นฐานสู่ 26.50% ซึ่งน้อยกว่าคาด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเป็นเดือนที่สิบติดต่อกัน. ธนาคารกลางเกาหลีใต้คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ 2.50% ตลอดปี 2569 เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินและการร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์.

สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นและมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย.

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังคงสูงในบางภาคส่วน และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ในขณะเดียวกัน การเติบโตของเทคโนโลยี AI ก็ยังคงเป็นทั้งโอกาสและแหล่งที่มาของความผันผวนในตลาดการเงิน.