News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
76

สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสถานการณ์โลกผันผวน ทั้งเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาค.

เศรษฐกิจโลกและนโยบายธนาคารกลาง: ทิศทางที่แตกต่าง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2%. รายงานการประชุมของ Fed เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น.

ในภาพรวม เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า. อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงานคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี. ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกเริ่มลดลง แต่ทิศทางการผ่อนคลายนี้ยังไม่สม่ำเสมอและมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค. ยุโรปกำลังเผชิญกับการตรวจสอบทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีการจับตาดูผลประกอบการของบริษัทหลักๆ และการตัดสินใจล่าสุดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างใกล้ชิด. ขณะที่ญี่ปุ่นอาจเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1% ในปี 2569 ซึ่งถือเป็นทิศทางที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ.

สำหรับประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคม 2569 ยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ที่ระดับ -0.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569. การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลของ กนง. ต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก. กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตกลงร่วมกันกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 1-3% โดยมีจุดประสงค์เพื่อดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด. อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างและอยู่ในช่วงที่ “เหนื่อย”.

ตลาดการเงินและแนวโน้มการลงทุน: โอกาสและความเสี่ยง

ตลาดหุ้นต่างประเทศแสดงผลประกอบการที่โดดเด่น โดยเฉพาะดัชนี MSCI Emerging Markets ที่ทะยานขึ้นถึง 8.02% และดัชนี MSCI World ex-US ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.75% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา. สิ่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพการเติบโตของตลาดนอกสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่. ในทางตรงกันข้าม ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก โดยธนาคารโลกได้ออกคำเตือนถึงแนวโน้มที่ราคาจะลดลงถึง 7% ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาโภคภัณฑ์ทั่วโลกจะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหกปีในปี 2569 นับเป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง. ราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลดลงหลังมีรายงานการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน.

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้กลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่. หุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนสำคัญของตลาดโลก ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้แบบประจำและกระแสเงินสดสูง. นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนผ่านของ AI จาก “รหัสสู่สสาร” ซึ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ศูนย์ข้อมูล โครงข่ายไฟฟ้า และการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัสดุจำนวนมาก โดยเฉพาะโลหะพื้นฐาน.

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแนะนำกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ไปสู่ตลาดเกิดใหม่และหุ้นคุณค่า. เน้นการลงทุนในบริษัทที่มี “กำไรจริง กระแสเงินสดจริง และคุณภาพของธุรกิจ”. กลุ่มเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (Defense Tech) ถูกมองว่าเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ในยุคสงครามที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์. นอกจากนี้ ภาค Fintech ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย AI เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภาคส่วนนี้.

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายโจมตีหลายกระทรวงในกรุงเตหะรานและเมืองอื่นๆ. กองทัพอิสราเอลยังได้ยืนยันการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อทำลายภัยคุกคามจากโครงสร้างพื้นฐานขีปนาวุธและกองทัพของอิหร่านด้วย. การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานความคืบหน้าในการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก่อนหน้านี้. รัสเซียได้เรียกร้องให้พลเมืองของตนเดินทางออกจากอิหร่าน โดยเตือนถึง “หายนะ” ในภูมิภาค.

ด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่าจะยกเลิกมาตรการภาษีลงโทษที่บังคับใช้กับอินเดีย เพื่อแลกกับการที่อินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย.

ในยุโรป สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ด้วยโดรนและขีปนาวุธในยูเครน. อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่าการสูญเสียอย่างหนักทำให้รัสเซียไม่น่าจะสามารถเปิดฉากรุกครั้งใหญ่ครั้งใหม่ได้. ในขณะเดียวกัน จีนได้ประกาศระงับภาษีศุลกากรบางส่วนสำหรับสินค้าคาโนล่าและอาหารทะเลจากแคนาดา. อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถยนต์ของ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนในเดือนกุมภาพันธ์ กลับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด.

สถานการณ์โลกในปัจจุบันจึงเป็นภาพที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องติดตามและประเมินอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที.