อัปเดตข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำ: ตลาดโลกผันผวนจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และข่าวเทคโนโลยีพลิกโฉม

0
28






อัปเดตข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำ: ตลาดโลกผันผวนจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และข่าวเทคโนโลยีพลิกโฉม


อัปเดตข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำ: ตลาดโลกผันผวนจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และข่าวเทคโนโลยีพลิกโฉม

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง บลูมเบิร์ก (Bloomberg), CNBC และ รอยเตอร์ส (Reuters) ได้รายงานสถานการณ์ข่าวที่น่าจับตาประจำสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดโลก และความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีที่อาจกำหนดทิศทางอนาคต.

นโยบายภาษีสหรัฐฯ สร้างความไม่แน่นอนในตลาดโลก

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยไม่รับรองการใช้มาตรการภาษีบางส่วนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยบังคับใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ. อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานหลังจากคำตัดสินดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเดินหน้าใช้มาตรการภาษีแบบเหมารวม (blanket tariff) ในอัตรา 15% กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งสูงขึ้นจากอัตราเดิมที่ 10%.

การเคลื่อนไหวนี้สร้างความสับสนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากผู้นำต่างประเทศตั้งคำถามว่าภาษีใดจะถูกนำมาใช้กับสินค้าของตน และจะคงอยู่นานเท่าใด. ในระยะแรก ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก.

นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ (Bloomberg Economics) คาดการณ์ว่า แม้ทรัมป์จะประกาศแผนการเรียกเก็บภาษีทั่วโลกที่ 15% แต่อัตราเฉลี่ยของภาษีที่จะบังคับใช้จริงอาจอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตรการภาษีในเดือนเมษายน 2025. สถานการณ์นี้อาจทำให้บางประเทศได้ประโยชน์ เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งอาจเห็นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐฯ ลดลงโดยเฉลี่ย. ในทางกลับกัน ประเทศที่เคยเจรจาข้อตกลงภาษีต่ำกว่า เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย อาจเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงนี้. สหภาพยุโรปได้แสดงท่าทีว่าจะไม่ยอมรับการเพิ่มภาษี โดยยืนยันว่า “ข้อตกลงคือข้อตกลง” ตามสนธิสัญญาการค้าที่ทำไว้กับวอชิงตันเมื่อปีที่แล้ว.

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้ยังส่งผลให้เกิดคำถามเกี่ยวกับรายได้ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ที่จะมีการคืนเงินภาษีจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์รายได้ภาษีในปีนี้ และอาจนำไปสู่การกู้ยืมเงินเพิ่มเติม.

ความเคลื่อนไหวสำคัญในภาคเทคโนโลยี

ในขณะที่ประเด็นการค้ายังคงสร้างความผันผวน ภาคเทคโนโลยีก็มีข่าวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน.

OpenAI ปรับแผนการลงทุนครั้งใหญ่: CNBC รายงานว่า OpenAI บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ ได้ปรับปรุงแผนการเงินระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเป้าหมายที่จะใช้จ่ายประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการประมวลผล (compute) ทั้งหมดภายในปี 2030. ตัวเลขนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ. บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตอย่างรวดเร็วเกิน 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยได้รับการสนับสนุนเกือบเท่า ๆ กันจากแผนกผู้บริโภคและองค์กร. การปรับเปลี่ยนแผนนี้เกิดขึ้นหลังจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปี 2025 ซึ่ง OpenAI สร้างรายได้ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกินกว่าเป้าหมายภายในที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

หุ้น PayPal พุ่งแรงจากข่าวสนใจเข้าซื้อกิจการ: บลูมเบิร์กยังรายงานว่า หุ้นของ PayPal Holdings Inc. (แนสแด็ก: PYPL) ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 9% ในช่วงเช้าวันจันทร์ หลังจากมีรายงานว่าบริษัทได้รับความสนใจในการเข้าซื้อกิจการจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพ. บริษัทกำลังจัดการประชุมกับธนาคารต่างๆ ท่ามกลางความสนใจที่ไม่ได้รับการร้องขอ โดยมีคู่แข่งรายใหญ่อย่างน้อยหนึ่งรายกำลังพิจารณาเข้าซื้อกิจการทั้งบริษัท ขณะที่ฝ่ายอื่นๆ สนใจในสินทรัพย์เฉพาะของ PayPal.

สรุปภาพรวม

โดยสรุปแล้ว สัปดาห์นี้ตลาดโลกยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและสร้างความสับสนให้กับประเทศคู่ค้า. ในขณะเดียวกัน ภาคเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญด้วยข่าวการลงทุนขนาดใหญ่ของ OpenAI และความเคลื่อนไหวในการควบรวมกิจการในตลาดการเงินดิจิทัล. นักลงทุนและผู้นำทางธุรกิจทั่วโลกยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์และรับมือกับพลวัตของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา.