อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาวงจรผ่อนคลายนโยบายการเงินโลก และความผันผวนของตลาดหุ้นช่วงต้นเดือนธันวาคม
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสารสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยมีประเด็นหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจคือทิศทางของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า, และความแตกต่างอย่างชัดเจนของผลประกอบการในตลาดหุ้นแต่ละภูมิภาค.
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายต่อเนื่อง: คาดการณ์ลดดอกเบี้ยครั้งที่สามในปี 2568
รายงานจากหลายแหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงดำเนินนโยบายใน “ช่วงเริ่มต้นของวงจรการผ่อนคลาย” (easing cycle) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำคาดการณ์ว่า Fed อาจดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามภายในปี 2568 นี้. การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการกู้ยืมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้น. อย่างไรก็ตาม, แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยบวก แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto) กลับเริ่มต้นเดือนธันวาคมด้วยการปรับตัวลดลง (อยู่ในโซนสีแดง), ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ.
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed จะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทและผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสภาพคล่องโดยรวมของตลาด. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะประกาศในช่วงปลายปี เพื่อประเมินความเร็วและขนาดของการปรับลดดอกเบี้ยในรอบถัดไป.
แรงกดดันจากสงครามการค้ากระทบประมาณการณ์เศรษฐกิจโลก
รายงานล่าสุดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ถูกนำเสนอโดย Bloomberg และ Reuters ระบุว่า มีการปรับลดประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2568 ลงเหลือ 1.8% จากเดิม 2.7%. การปรับลดนี้เป็นผลมาจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางการค้าและมาตรการภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น.
นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความเห็นว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของภาษีการค้า. ประเด็นนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออก และทำให้หลายฝ่ายต้องประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก. นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของ SCB EIC ยังสอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกและกลุ่มประเทศ ASEAN-5 จะมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเช่นกัน.
ตลาดหุ้นยุโรปแข็งแกร่งสวนทางสหรัฐฯ พร้อมข่าวบริษัทพลังงานรายใหญ่
ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เผชิญกับแรงขายในช่วงต้นเดือน ตลาดหุ้นยุโรปกลับแสดงความแข็งแกร่ง โดยมีการทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้งในสัปดาห์นี้. นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas 360 ให้ความเห็นกับ Reuters ว่า ตลาดในยุโรป “มีสุขภาพที่ดีกว่าสหรัฐฯ” (are healthier than the US) และแสดงความเชื่อมั่นในแนวโน้มของตลาดในอนาคต. ปัจจัยที่สนับสนุนตลาดหุ้นยุโรปได้แก่การประเมินมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจกว่า และสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค.
นอกจากนี้ ในส่วนของข่าวองค์กรสำคัญ (Corporate News) CNBC และ Reuters ได้รายงานความคืบหน้าในอุตสาหกรรมพลังงาน โดย Seatrium ได้ประกาศการคาดการณ์เกี่ยวกับหน่วยผลิตและกักเก็บน้ำมันลอยน้ำ (FPU – Floating Production Unit) ชื่อ Tiber ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของบริษัท BP. การส่งมอบโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับบริษัทในภาคอุตสาหกรรมต่อเรือและนอกชายฝั่ง (Marine and Offshore Engineering) และสะท้อนถึงการลงทุนที่ยังคงดำเนินต่อไปในภาคพลังงานโลก.
โดยสรุป, ตลาดการเงินโลกในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน: การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed เป็นแรงหนุนหลัก, แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและการเติบโตที่ชะลอตัวยังคงเป็นปัจจัยกดดัน. นักลงทุนจึงต้องติดตามความแตกต่างของผลตอบแทนในตลาดภูมิภาคต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันต่อสถานการณ์โลก.


















