สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
ปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง: อิหร่านและสหรัฐฯ/อิสราเอล
สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เข้าสู่จุดวิกฤตเมื่อมีรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างใหญ่หลวงภายในประเทศ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างอำนาจของภูมิภาค การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ดูไบและโดฮา รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอล ได้เพิ่มความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้งในวงกว้าง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติภัยคุกคามจากอิหร่านและป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อ “ป้องกันชาวอเมริกัน” และ “กำจัดภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นจากระบอบการปกครองของอิหร่าน” ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นกลุ่มคนที่โหดร้ายและเลวร้าย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็น “การรุกรานที่ผิดกฎหมาย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติ เหตุการณ์เหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ รวมถึงในปากีสถาน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายใกล้สถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองการาจี หลังจากการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและกองกำลังรักษาความปลอดภัย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งนี้รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตลาดพลังงานโลก การขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอื่นๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกและเป็นทางผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของปริมาณการค้าโลก ต้องหยุดชะงักลง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทันที โดยราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวสูงขึ้น และนักวิเคราะห์จาก RBC และ Barclays เตือนว่าหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปหรือขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 411,000 บาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่านั้น ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม เพื่อพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน
นโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
ในด้านเศรษฐกิจโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายภาษีการค้าของเขา แม้จะเผชิญกับความพ่ายแพ้จากคำตัดสินของศาลฎีกา โดยเขามีแผนที่จะลงนามในคำสั่งเพื่อเพิ่มภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% “ตามความเหมาะสม” ท่ามกลางความท้าทายนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้อำนาจบริหารเพื่อดำเนินนโยบายภาษีการค้า แม้ศาลฎีกาจะตัดสินให้ภาษีตอบโต้บางส่วนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เขามีแผนที่จะลงนามในคำสั่งเพื่อปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ในกรณีที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังคงค้างคาคือการคืนเงินภาษีมูลค่าประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่รัฐบาลได้เก็บไปแล้วจากผู้นำเข้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังคงมี “คำถามมากกว่าคำตอบ” เกี่ยวกับวิธีการและระยะเวลาในการดำเนินการคืนเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ยืดเยื้อและซับซ้อนนานหลายปี ความไม่แน่นอนนี้ยังส่งผลให้นักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งราคาทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์
ข่าวจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI
สำหรับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเป็นหัวข้อข่าวสำคัญ SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ Elon Musk กำลังเตรียมยื่นเอกสารเพื่อเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) แบบเป็นความลับภายในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีรายงานว่าบริษัทอาจมีมูลค่าสูงกว่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นหนึ่งใน IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน ในขณะเดียวกัน OpenAI ซึ่งเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้ประกาศระดมทุนได้ 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบการลงทุนล่าสุด โดยมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Nvidia และ SoftBank เข้าร่วมลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลงทุนมหาศาล แต่ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่เกิดจากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทและการจ้างงาน ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ CNBC สื่อข่าวธุรกิจชั้นนำ ได้ประกาศปรับโครงสร้างห้องข่าวเพื่อรวมการดำเนินงานด้านโทรทัศน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดตำแหน่งงานบางส่วน และเตรียมเปิดตัวระบบสมาชิกแบบชำระเงินสำหรับเนื้อหาบนเว็บไซต์
ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่าราคาผู้ผลิต (Producer Prices) ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% โดยเฉพาะราคาในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในขณะที่เศรษฐกิจแคนาดา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ซึ่งสวนทางกับที่ธนาคารกลางแคนาดาและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะทรงตัว การหดตัวนี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่ธุรกิจลดการถือครองสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดหาระบบอาวุธ ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้บางส่วน
















