อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Fed และทิศทางเศรษฐกิจโลก
รายงานข่าวโดย: ทีมข่าวการเงินโลก | วันที่ 2 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการจับตาไปที่การประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ เนื่องจากจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลกและภูมิภาคเอเชีย
สัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed: ความคาดหวังในการลดดอกเบี้ย
รายงานจากหลายแหล่งระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดมีความคาดหวังสูงว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในรอบปี เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดแรงงานที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง เครื่องมือ CME FedWatch Tool ชี้ว่าความน่าจะเป็นในการปรับลดดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 85% ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตาม รายงานจากนักวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินใจดังกล่าวยังคงอยู่ในภาวะที่ “สมดุลอย่างมาก” (finely balanced) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ บางตัว โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่ยังคงมีอยู่ ประกอบกับความเห็นที่ “เหยี่ยว” (hawkish) จากเจ้าหน้าที่ Fed บางราย ได้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และลดโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมลงไปบ้าง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: การเติบโตที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ลดลง
ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจโลก รายงานระบุว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP Growth) ทั่วโลกสำหรับปี 2568 และ 2569 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางรายงาน แต่โดยรวมแล้ว ธนาคารโลก (World Bank) ยังคงคาดการณ์ว่าการเติบโตทั่วโลกจะชะลอตัวลงสู่ระดับประมาณ 2.3% ในปี 2568 ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายและอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ ข่าวดีคือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ยังคงมีเสถียรภาพในหลายประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารกลางต่างๆ รวมถึง Fed ใช้ในการพิจารณานโยบาย
ผลกระทบต่อเอเชียและค่าเงินบาทไทย
การตัดสินใจของ Fed ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับตลาดเอเชีย ในอดีต การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวของ Fed (Hawkish Tilt) ได้ส่งผลกระทบและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่าเงินบางสกุลในเอเชียในช่วงปลายปี
สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่า ค่าเงินบาทไทย (Thai Baht) ได้มีการแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองเดือน โดยขึ้นไปถึง 31.96 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะอ่อนค่าลงเล็กน้อย ความแข็งค่านี้ได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของนโยบายในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางในเอเชียส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเช่นกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตนเอง เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ลดลงแล้ว การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้จึงสะท้อนถึงการตอบสนองอย่างรวดเร็วของตลาดต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินโลกและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยสรุป การประชุม FOMC ในเดือนธันวาคมนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่จะกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลก อัตราแลกเปลี่ยน และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียด้วย



















