อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัว คาดการณ์ Fed ลดดอกเบี้ย
กรุงเทพฯ – วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินล่าสุดจากสามสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐอเมริกาที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งจุดประกายความหวังครั้งใหม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
ข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาดีเกินคาดได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
Bloomberg: ข้อมูล CPI ช็อกตลาด และการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตร
สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยเน้นที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เพิ่งเปิดเผย โดยระบุว่าดัชนี CPI ทั่วไปประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ของสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 3.1% อย่างชัดเจน
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังบรรเทาลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed ดูมีความเป็นไปได้มากขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้
ผลตอบรับที่เห็นได้ชัดเจนคือในตลาดพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 4.2% เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน เนื่องจากนักลงทุนรีบเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อเก็งกำไรจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics ชี้ว่า: “ตัวเลข CPI นี้ได้เปลี่ยนสมการของ Fed ไปอย่างสิ้นเชิง ความเป็นไปได้ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ได้ลดลงอย่างมาก และตลาดกำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว”
CNBC: วอลล์สตรีทฉลองใหญ่ หุ้นเทคโนโลยีนำทัพ
CNBC รายงานบรรยากาศการซื้อขายในตลาดวอลล์สตรีทอย่างคึกคัก โดยดัชนีหลักทั้งสามดัชนีปิดตัวในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง
- ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวก 1.5%
- ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 2.1%
- ดัชนี Nasdaq Composite ทะยานขึ้นถึง 3.5% โดยมีกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักได้รับประโยชน์สูงสุดจากสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
นักวิเคราะห์จากรายการ Fast Money ของ CNBC แสดงความเห็นว่าการพุ่งขึ้นของตลาดในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราว แต่เป็นการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น (Confidence Rebound) ที่แท้จริง
“นักลงทุนกลับมามีความมั่นใจอีกครั้งว่า Fed จะไม่ทำลายเศรษฐกิจเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘Soft Landing’ ที่เป็นไปได้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นักกลยุทธ์จากบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC
Reuters: ผลกระทบต่อตลาดโลกและค่าเงินบาท
สำนักข่าว Reuters มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของข้อมูล CPI สหรัฐฯ ที่มีต่อตลาดนอกประเทศ โดยระบุว่าตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปต่างตอบรับในทิศทางเดียวกัน
ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปทำจุดสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ขณะที่ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นและดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ทั้งนี้ สัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มักจะส่งผลดีต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
สำหรับตลาดเงินตราต่างประเทศ Reuters ชี้ให้เห็นว่าดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่นและยูโร ในส่วนของประเทศไทย การอ่อนค่าของดอลลาร์ได้ช่วยหนุนให้เงินบาท (USD/THB) แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าและช่วยลดภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์
นักวิเคราะห์ตลาดเงินของ Reuters คาดการณ์ว่า หาก Fed ดำเนินการลดดอกเบี้ยจริงในเดือนหน้า กระแสเงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาทด้วย
สรุปแนวโน้ม: การประชุม FOMC เดือนธันวาคมคือจุดตัดสิน
รายงานจากทั้งสามสำนักข่าวสรุปตรงกันว่า ข้อมูล CPI ที่น่าประทับใจนี้ได้เพิ่มความคาดหวังของตลาดอย่างมากต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ในการประชุมเดือนธันวาคม
แม้ว่าประธาน Fed จะยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group (ซึ่งเป็นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดโดย Bloomberg, CNBC และ Reuters) บ่งชี้ว่าโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐานในเดือนธันวาคม ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 70% แล้ว
ดังนั้น ทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงท้ายปี 2568 จึงขึ้นอยู่กับการสื่อสารและมติที่ออกมาจากการประชุม FOMC ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการกำหนดสภาพแวดล้อมทางการเงินสำหรับปี 2569 ต่อไป.



















