อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบ 3, คลื่น M&A เทคฯ แรง, ราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียด
วันที่ 29 ธันวาคม 2568
กรุงเทพฯ – ตลาดการเงินโลกปิดท้ายปี 2568 ด้วยความผันผวนแต่ยังคงมีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และกระแสการควบรวมกิจการ (M&A) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ยังคงคึกคัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง: ส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงิน
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงอีก 25 จุดพื้นฐาน ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่สามติดต่อกันในปีนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามการประเมินที่ว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัวลงเล็กน้อย นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึง “Dot Plot” ของ Fed ที่บ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่มองเห็นแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2570 ซึ่งเป็นการตอกย้ำทิศทางของการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นักวิเคราะห์มองว่า การส่งสัญญาณผ่อนคลายของ Fed นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดเอเชีย มีความเชื่อมั่นมากขึ้นในช่วงปลายปี แม้ว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปก็ตาม
2. คลื่นการควบรวมกิจการ (M&A) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่หยุดยั้ง
ตามรายงานของ Reuters และ Bloomberg ตลาดการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในภาคเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ มีการรายงานว่า บริษัท Samsung ได้เร่งผลักดันการเข้าซื้อกิจการอย่างมีนัยสำคัญที่สุดในรอบหลายปี โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีดีลขนาดใหญ่ที่ถูกจับตา เช่น การควบรวมกิจการของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่ยังคงมองหาโอกาสในการขยายขีดความสามารถและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3. ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของ Reuters ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 57.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 61.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับขึ้นของราคาเป็นผลมาจากการที่ตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคสำคัญ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขึ้นต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันบางราย เช่น เวเนซุเอลาและไนจีเรีย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
ภาพรวมตลาดการเงินไทย: SET Index ปรับตัวลงเล็กน้อย
ในส่วนของตลาดภายในประเทศ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวลงเล็กน้อย โดยปิดที่ระดับประมาณ 1,259.25 จุด ลดลง 5.52 จุด หรือ -0.44% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบางในช่วงเทศกาล นักลงทุนในประเทศยังคงติดตามสถานการณ์การเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างใกล้ชิด
ด้านค่าเงินบาท (THB) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ โดยอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคารอยู่ที่ประมาณ 31.07 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังการประกาศนโยบายของ Fed
อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters (ข้อมูลจำลอง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568)



















