อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
60






อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่สภาวะผันผวนครั้งใหญ่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมอย่างไม่คาดคิด ท่ามกลางแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของตลาดที่คาดว่าจะมีการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน โดยสำนักข่าวระดับโลกทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานถึงผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดหุ้น พันธบัตร และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

[Bloomberg] วิเคราะห์เชิงลึก: การตัดสินใจที่สวนทางกับข้อมูลเศรษฐกิจ

Bloomberg รายงานว่า การคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมล่าสุด (FOMC) เป็นการตัดสินใจที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% อย่างมีนัยสำคัญ และข้อมูลตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด. รายงานระบุว่า นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้เน้นย้ำถึง “ความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลง” ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ โดยระบุว่านโยบายการเงินจะต้องคงความเข้มงวดต่อไปจนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่ระดับเป้าหมายอย่างยั่งยืน.

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ชี้ว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้. การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer) จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สูง.

[CNBC] รายงานสด: ตลาดหุ้นทรุดตัว และความผันผวนของพันธบัตร

ด้าน CNBC รายงานสถานการณ์จากฟลอร์การซื้อขายในนิวยอร์กอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐฯ ได้แก่ Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทันทีหลังการประกาศของ Fed. แรงเทขายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง.

ความผันผวนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังลามไปยังตลาดพันธบัตรด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Treasury Yields) อายุ 10 ปี ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังปรับมุมมองต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต. นักวิเคราะห์ตลาดของ CNBC กล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนพยายามปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น. นอกจากนี้ ยังมีรายงานถึงปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อยในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่สูงเกินคาด.

[Reuters] ผลกระทบระดับโลก: การตอบสนองของธนาคารกลางอื่น ๆ

Reuters มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของนโยบาย Fed ต่อเศรษฐกิจโลกและการตอบสนองของธนาคารกลางอื่น ๆ โดยรายงานว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น ยูโร เยน และเงินบาทของไทย. การแข็งค่าของดอลลาร์ฯ นี้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยดอลลาร์ฯ.

รายงานข่าวระบุว่า ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ได้ออกคำเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระดับหนี้สินของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย. นอกจากนี้ ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง เช่น บราซิลและอินโดนีเซีย ถูกคาดการณ์ว่าจะต้องชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของตนเองออกไป เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและควบคุมเงินทุนไหลออก ตามการวิเคราะห์ของ Reuters.

ในทวีปยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน โดยมีแรงกดดันให้ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายที่ 2% ได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว. สถานการณ์ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับยุคที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป

(ความยาวบทความ: 574 คำ)