อัปเดตข่าวสารสำคัญประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลก, ดอกเบี้ย และราคาทองคำ
ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาสัญญาณสำคัญจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters โดยมีประเด็นหลักคือ การปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐฯ, แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ และการพุ่งขึ้นของราคาทองคำสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในช่วงปลายปี 2025 ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ ข่าวสารล่าสุดจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ได้เผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นนโยบายการเงินและทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์
1. มุมมองเศรษฐกิจโลกและภาพรวมการเติบโต (Global Economic Outlook)
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงมีความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ทบทวนและปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐฯ ในปี 2025 ลงเหลือเพียง 1.8% ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางการค้าและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น. อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชียและยุโรปกลับมีสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดในช่วงต้นปี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น.
นอกจากนี้ Reuters ยังเตือนว่าความเสี่ยงหลายประการกำลังก่อตัวขึ้นสำหรับเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง หรือความตึงเครียดด้านหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำได้. สำหรับภูมิภาคอาเซียนนั้น มีการคาดการณ์ว่ากลุ่มประเทศ ASEAN-5 จะมีการเติบโตที่ประมาณ 4.8% ต่อปีในช่วงปี 2025-2026.
2. นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ (Central Bank Rate Decisions)
ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย รายงานจาก Reuters และ CNBC เน้นย้ำว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถูกคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมที่กำลังจะมาถึง เพื่อรับมือกับสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจและควบคุมความเสี่ยงในตลาดการเงิน. ความเห็นของประธาน Fed อาจเป็นตัวชี้วัดแผนการสำหรับปี 2026.
ในฝั่งยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับลดล่าสุดสู่ระดับ 4.0% ในช่วงเดือนสิงหาคม 2025 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ. ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ได้มีมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ท่ามกลางการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่ 2.2% ในปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า โดยมีสมาชิกสองท่านที่โหวตให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%.
3. แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำและน้ำมัน (Commodity Price Forecasts)
Bloomberg และ Reuters รายงานถึงแนวโน้มที่แตกต่างกันของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญสองชนิด:
- ทองคำ: ราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจเพิ่มขึ้นถึง $3,700 ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2025. ปัจจัยหลักมาจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมีความต้องการซื้อทองคำสำรองจำนวนมาก ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่.
- น้ำมัน: สำหรับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) มีการคาดการณ์ที่อ่อนตัวลง โดยผลสำรวจจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 66.98 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2025 ซึ่งลดลงจากประมาณการก่อนหน้า. สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความกังวลด้านการค้าที่ยังคงมีอยู่.
โดยสรุป ข่าวสารล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในช่วงของการปรับสมดุล โดยมีนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ขณะที่นักลงทุนยังคงมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก.
ข้อมูลอ้างอิง:



















