อัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจและการเงินโลก: เกาะติดสถานการณ์ล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569
สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น.
นโยบายการค้าและการเมืองโลก: สงครามภาษีและการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ โดยศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้ ส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ลดลงชั่วคราว. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตราอื่น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. ด้านสหภาพยุโรป (EU) เตรียมระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนภาษีของวอชิงตัน.
ในส่วนของภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการค้าน้ำมันทั่วโลก ได้รับผลกระทบ. อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสี่ในกลุ่มโอเปก โดยมีปริมาณการผลิตมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ เดือนมกราคม.
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: ธนาคารกลางยังคงระมัดระวัง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2%. รายงานการประชุมของ Fed เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น.
ในภาพรวม เงินเฟ้อพื้นฐานทั่วโลกยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% นับตั้งแต่ปี 2567 และคาดว่าจะทรงตัวที่ 2.8% ในปี 2569. ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ โดยมองว่านโยบายการเงินอยู่ใน “ตำแหน่งที่ดี” และได้สิ้นสุดวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว. เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569. สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง รวมถึงไทย ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568.
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ Deutsche Bank เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง Fed โดยอาจมีการลดการใช้ “การชี้นำล่วงหน้า” (forward guidance) และหันไปใช้แนวทางที่เน้นการกระทำมากกว่าคำพูด ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่อย่าง Kevin Warsh ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจจริงมากขึ้น แทนที่จะยึดติดกับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย.
ภาพรวมตลาดหุ้นและการลงทุนใน AI: AI ขับเคลื่อนตลาดเอเชีย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570. ขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์การเติบโตที่แข็งแกร่งที่ 2.8% ในปี 2569. ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่.
ในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้ก้าวขึ้นแซงฝรั่งเศสในด้านมูลค่าตลาดรวม กลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งตามกระแส AI โดยดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นราว 44% นับตั้งแต่ต้นปี 2568. ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นก็ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์. อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีน (ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต) และฮ่องกง (ดัชนีฮั่งเส็ง) ปิดลบเล็กน้อย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วางแผนใช้โปรแกรม AI ที่พัฒนาโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อช่วยกำหนดราคากลางของแร่ธาตุที่มีความสำคัญ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์.
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำยังคงสดใส น้ำมันผันผวนจากสถานการณ์โลก
ราคาทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยมีรายงานว่าราคาทองคำได้พุ่งสูงทำสถิติใหม่ในช่วงปลายปี 2568 จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และการคาดการณ์ว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน. ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาทองคำ Spot อยู่ที่ประมาณ 5,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์.
สำหรับราคาน้ำมันดิบ แม้จะเคยลดลงในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกิน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านขาขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง. นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า ตลาดน้ำมันดูเหมือนจะประเมินความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานในตะวันออกกลางต่ำเกินไปในระยะยาว.
มุมมองเศรษฐกิจไทย: การเมืองและความท้าทายทางการค้า
สำนักข่าว Bloomberg เคยคาดการณ์ว่าวิกฤตการเมืองไทยในช่วงกลางปี 2568 อาจยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในขอบข่ายของภาวะถดถอยทางเทคนิค ประสบกับผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น และอาจกระทบต่อการผ่านร่างกฎหมายที่สำคัญ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน. อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 มีการขยายตัวที่ดี. นอกจากนี้ ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ โดย Bloomberg รายงานถึงความสำคัญของการเจรจาดังกล่าวต่อภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยมีนักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด. ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินลงทุน แต่ก็มีคำแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น.
สรุปได้ว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2569 ยังคงเต็มไปด้วยปัจจัยที่ซับซ้อน ทั้งจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลง ความระมัดระวังของธนาคารกลางต่อเงินเฟ้อ แรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี AI และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้ดำเนินธุรกิจต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์.



















