อัพเดทข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย แต่อนาคตยังไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อโลก

0
99






อัพเดทข่าว: Bloomberg, CNBC, Reuters – จับตาทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และแรงกดดันเงินเฟ้อ


อัพเดทข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย แต่อนาคตยังไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อโลก

สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters รายงานตรงกันถึงการตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สองติดต่อกันในรอบไม่กี่เดือน โดยได้ลดอัตราดอกเบี้ยกองทุนรัฐบาลกลาง (Federal Funds Rate) ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00% ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและการจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้

การตัดสินใจของ Fed: ผ่อนคลายแต่ยังระมัดระวัง

การปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งล่าสุดนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในวงกว้าง สะท้อนถึงความพยายามของ Fed ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แม้จะยังคงแสดงความยืดหยุ่นในปี 2568 แต่ก็เผชิญกับความเสี่ยงด้านการเติบโตบางประการ อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนอย่างชัดเจนในแถลงการณ์ของประธาน Fed.

Jerome Powell ประธาน Fed ได้กล่าวเตือนว่า การผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมนั้น “ไม่ใช่ข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว” (not a foregone conclusion) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ระมัดระวังและตอกย้ำถึงความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการ FOMC (Federal Open Market Committee) เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ Fed ผู้ทรงอิทธิพลบางคนได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม แต่ความเห็นที่แตกต่างนี้ทำให้ตลาดต้องประเมินสถานการณ์ใหม่อย่างรอบคอบ

แรงกดดันเงินเฟ้อและ CPI ที่กำลังจะมาถึง

ปัจจัยสำคัญที่ Fed ยังคงต้องพิจารณาอย่างหนักคือสถานการณ์เงินเฟ้อ รายงานจากแหล่งข่าวระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญสุดท้ายของตลาดในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่าง Core PCE (Personal Consumption Expenditures) ยังคงคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวที่ 2% ของ Fed ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลา

Raphael Bostic ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา ได้กล่าวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า การชั่งน้ำหนักความเสี่ยงยังคงเอนเอียงไปทางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น (Sticky Inflation) ซึ่งเป็นมุมมองที่ทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาถึงจังหวะเวลาของการปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต

ปฏิกิริยาของตลาดโลกและแนวโน้มในเอเชีย

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างผสมผสานหลังจากการตัดสินใจของ Fed โดยส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น แต่ก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อการปรับนโยบายของ Fed ได้ลดลงเล็กน้อย สะท้อนความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการผ่อนคลายทางการเงิน

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งคาดการณ์ว่า Fed อาจจะดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปในเดือนมกราคม 2569 และคาดการณ์ว่าจะมีการผ่อนคลายรวม 50 จุดพื้นฐาน (bps) ตลอดทั้งปี 2569 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาดูสัญญาณจากธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่มีการคาดการณ์ว่าอาจลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอยู่ที่ 3% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย การตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าเงินและการไหลเข้าออกของเงินทุน การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายของตนเองมากขึ้น แต่หากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าคาด และทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ อาจส่งผลให้ตลาดการเงินในเอเชียยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนต่อไป.

รายงานสรุปจากแหล่งข่าว: Bloomberg, CNBC, Reuters และการวิเคราะห์ตลาด ณ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน 2568