อัพเดทข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาวาระสำคัญ “เฟด” ตัดสินใจลดดอกเบี้ย ธ.ค. 2025
สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงประเด็นร้อนที่ตลาดการเงินโลกกำลังจับจ้องอย่างใกล้ชิด นั่นคือการประชุมครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของปี
สถานการณ์ล่าสุดในตลาดการเงินโลกกำลังเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ จะเป็นจุดตัดสินชี้ขาดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงท้ายปีและต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
สัญญาณที่ขัดแย้ง: โอกาสลดดอกเบี้ยที่ลดลง
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่และตลาดฟิวเจอร์สต่างคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 80% ที่ Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม เพื่อตอบสนองต่อสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานและการควบคุมเงินเฟ้อที่เริ่มเห็นผล อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจาก CNBC และ Reuters ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวที่ยังคงแข็งแกร่ง ประกอบกับการแสดงความเห็นที่แบ่งเป็นสองฝ่ายของเจ้าหน้าที่ Fed เอง ได้ทำให้โอกาสในการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมลดลงอย่างมาก จนกลายเป็น “การคาดการณ์แบบโยนหัวก้อย” หรือมีโอกาสเพียงประมาณ 53% เท่านั้น
Goldman Sachs Research ที่ถูกอ้างถึงในรายงานของ CNBC ยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม แม้ว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed จะเน้นย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาเป็นหลัก ความไม่แน่นอนนี้เองที่ส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดหุ้น พันธบัตร และสกุลเงินทั่วโลก
ผลกระทบต่อตลาดโลกและเอเชีย
ความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุนทั่วโลก รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ระบุว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงดัชนีในเอเชีย มีการเคลื่อนไหวแบบผันผวน โดยบางช่วงมีการดีดตัวขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ท่ามกลางการคาดการณ์เชิงบวกเรื่องการลดดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดก็ยังคงมีความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ภาวะความตึงเครียดทางการเมือง และความเสี่ยงจากหนี้สิน
นอกจากนี้ สำนักข่าว Reuters ยังได้รายงานถึงคำเตือนจากธนาคารโลก (World Bank) เกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศกำลังพัฒนา โดยชี้ว่าประเทศเหล่านี้ยังคง “ไม่อาจพ้นจากอันตราย” เนื่องจากต้นทุนหนี้สินที่สูงขึ้น และความตึงเครียดในภาคการเงินที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
มุมมองสำหรับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของ Fed ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลสูงต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หาก Fed เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม หรือส่งสัญญาณว่าจะคงไว้ในระดับสูงต่อไป อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินที่ถูกอ้างอิงโดย Bloomberg แสดงความเห็นว่า นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับ “ความผันผวนที่มากขึ้น” ในตลาดปี 2569 ไม่ว่าผลการตัดสินใจของ Fed จะออกมาในทิศทางใดก็ตาม การรักษาระดับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และการติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้
โดยสรุป การประชุม Fed ในเดือนธันวาคม 2568 จึงเป็นวาระที่ตลาดการเงินโลกจับตาดูมากที่สุด เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของโลก และส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินของทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

















