อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สถานการณ์โลกผันผวน เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทาย และ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมสถานการณ์โลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลง และทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตและการลงทุนทั่วโลก
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง: สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน
ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 คือการยืนยันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่านแล้ว. การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่กระทรวงหลายแห่งในกรุงเตหะราน และมีรายงานว่าได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังการลอบสังหารอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล. นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่าการเสียชีวิตของคาเมเนอีเป็น “ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อิหร่าน” แต่ก็เตือนถึง “ความเสี่ยงที่แท้จริงของความไม่มั่นคง” ที่อาจผลักดันให้ภูมิภาคเข้าสู่วังวนของความรุนแรง.
ผลพวงจากความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางทางอากาศ โดยสายการบินทั่วโลกได้ยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลาง. นอกจากนี้ ยังเกิดการประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ และอิสราเอลในปากีสถาน โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายใกล้สถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองการาจี และมีการเผาอาคารสำนักงานสหประชาชาติในเมืองสกัรดู. สถานการณ์นี้ยังทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในเดือนที่ผ่านมา จากระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากความกังวลด้านอุปทาน.
เศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน
สำนักข่าวชั้นนำระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงมีการเติบโตในระดับปานกลาง แต่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก. ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2%. รายงานการประชุมของ Fed ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 เหลือเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น.
ในส่วนของเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ที่ 3.3% โดยตลาดเกิดใหม่ (EM) มีโอกาสเติบโตสูงกว่า 4%. อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเยอรมนียังคงเผชิญความท้าทาย โดยธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) ระบุว่าเศรษฐกิจยังคงซบเซาและมีแนวโน้ม “ทรงตัว” ในไตรมาสที่สามของปี 2568 และยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ. แม้จะมีสัญญาณบวกบางอย่างจากภาคอุตสาหกรรมที่อาจช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงปลายปี 2569.
นโยบายการค้าและกำแพงภาษีของสหรัฐฯ
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. การประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่า หากสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% จริง อัตราภาษีแท้จริงเฉลี่ยของประเทศอาจเพิ่มขึ้นจาก 13.6% เป็น 16.5%. ด้านสหภาพยุโรปได้แสดงท่าทีตอบโต้โดยเตรียมระงับกระบวนการอนุมัติข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการเก็บภาษีของวอชิงตัน.
เทคโนโลยี AI: แรงขับเคลื่อนและสนามรบใหม่
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. รายงานจาก CNBC ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์. นอกจากนี้ แนวโน้มการพัฒนา AI กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “รหัสสู่สสาร” (code to atoms) โดยเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า และการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะขับเคลื่อนความต้องการโลหะพื้นฐาน. อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงกันถึงผลกระทบของ AI ต่อบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยบางส่วนมองเห็น “ภาวะเงินฝืดด้านรายได้” เนื่องจาก AI ส่งผลต่อชั่วโมงการทำงานที่เรียกเก็บเงินได้เทียบกับผลิตภาพ.
โดยสรุป สถานการณ์ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงาน นโยบายการค้าที่ผันผวน และการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์เงินเฟ้อ ขณะที่นวัตกรรม AI ยังคงเป็นความหวังและแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางอนาคต.

















