News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาสถานการณ์โลก: เฟดคงดอกเบี้ย, ราคาน้ำมันอ่อนตัว, ตึงเครียดการค้าสหรัฐฯ-จีน
กรุงเทพฯ – 7 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นหลักที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก, และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจยังแกร่ง
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ตรงกันว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนมุมมองที่ว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะมีสัญญาณการชะลอตัวลงบ้างก็ตาม ขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่ยังคงตึงตัว
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณที่ระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยย้ำว่า Fed จะยังคงพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่ (data-dependent) ก่อนจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงิน ท่าทีดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดวอลล์สตรีทปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยครั้งแรกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความผันผวนเล็กน้อยหลังการประกาศ แต่โดยรวมแล้ว ตลาดได้รับข่าวสารนี้มาพักหนึ่งแล้ว จึงไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การคงดอกเบี้ยที่ระดับสูงนานขึ้น (higher for longer) ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินทั่วโลก รวมถึงการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่ และอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทของไทยได้
ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง แม้มีความคาดหวังการลดดอกเบี้ย
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีความคาดหวังในตลาดว่าธนาคารกลางขนาดใหญ่อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ ปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันคือปริมาณอุปทานที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+
นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานล้นตลาดนั้นมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยเป็นตัวผลักดันราคาในช่วงก่อนหน้า การผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ของสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอในหลายประเทศ ได้กลายเป็นแรงต้านทานต่อความพยายามในการพยุงราคาของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีเล็กน้อยสำหรับประเทศไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอื่นๆ เนื่องจากช่วยลดภาระด้านต้นทุนพลังงานและบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศได้
ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีและการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุอีกครั้ง
ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดโลกจับตามอง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานจาก Bloomberg และ Reuters ระบุว่า ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีและการค้าได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ได้สร้างความกังวลให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงภาคการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งที่พึ่งพาการค้าขายระหว่างสองประเทศมหาอำนาจต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตและแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง การที่สหรัฐฯ ขยายขอบเขตการควบคุมเทคโนโลยีไปยังพันธมิตรในยุโรปและเอเชียด้วยนั้น ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์การค้าโลก และเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ในระยะยาว


















