ด่วน! สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters
“เฟด” หั่นดอกเบี้ยรอบสุดท้ายปี 2025 หนุนตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่ง-บาทแข็งค่าแตะ 31.73 บาท/ดอลลาร์
รายงานพิเศษ: วันที่ 15 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาเชิงบวกอย่างชัดเจนในตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
การตัดสินใจของเฟด: สัญญาณผ่อนคลายทางการเงิน
ตามรายงานของสื่อต่างประเทศหลายแห่ง การประชุมของคณะกรรมการตลาดกลาง (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ลง 25 Basis Points (bps) ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งที่สามของปีนี้ การตัดสินใจดังกล่าวทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงเป้าหมายใหม่ที่ 3.50%–3.75% นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณอ่อนแรงลงเล็กน้อย
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แถลงการณ์ของเฟดเป็นไปในทิศทางที่ “ผ่อนคลายทางการเงิน” (Dovish) โดยส่งสัญญาณว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยได้สิ้นสุดลงแล้ว และตลาดได้ซึมซับความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไปเกือบเต็มที่ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนทั่วโลก
ปฏิกิริยาของตลาดโลก: หุ้นพุ่ง-ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง
CNBC รายงานปฏิกิริยาของตลาดทันทีหลังการประกาศ โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก ดัชนี S&P 500 ปิดตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนีหลักอื่น ๆ ก็ปรับตัวในแดนบวกเช่นกัน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนได้เคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยไปยังสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก Bank of America ที่ถูกอ้างถึงในรายงานเศรษฐกิจโลก ระบุว่า ตลาดโลกหลายแห่งทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2568 และการลดดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
ผลกระทบต่อตลาดไทย: บาทแข็งค่า-SET Index สดใส
สำหรับประเทศไทย ผลจากการลดดอกเบี้ยของเฟดส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินบาท รายงานข่าวระบุว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันรุ่งขึ้น (11 ธันวาคม 2568) ที่ระดับ 31.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบสามเดือน การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลมาจากแรงขายดอลลาร์สหรัฐฯ และการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในภูมิภาคเอเชีย
ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ได้รับอานิสงส์เชิงบวกเช่นกัน ดัชนี SET ปิดตัวในแดนบวก โดยมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและเศรษฐกิจโลกที่ผ่อนคลาย เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการเงิน และกลุ่มพลังงาน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า บรรยากาศการลงทุนในช่วงปลายปี 2568 จะยังคงสดใสต่อเนื่อง ตราบใดที่เฟดยังคงส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน
แรงกดดันต่อ ธปท. ให้ลดดอกเบี้ยตาม
ความเคลื่อนไหวของเฟดได้เพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้พิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ออกโรงเรียกร้องให้ ธปท. ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยตาม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
แม้ว่า ธปท. จะเคยคาดการณ์ในรายงานนโยบายการเงินไตรมาสที่ 3/2568 ว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม แต่การตัดสินใจของ ธปท. เองยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพทางการเงินและระดับหนี้ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การที่ช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และไทยแคบลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ ธปท. ต้องนำมาพิจารณาในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป
**แหล่งที่มาของข้อมูล:** Bloomberg, CNBC, Reuters และรายงานวิเคราะห์ตลาด
(จำนวนคำโดยประมาณ: 550 คำ)


















