เกาะติดข่าว: รายงานฉุกเฉินจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนคาดตลาด! ดัชนีหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว ช็อกตลาดการเงินครั้งใหญ่
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจโลก (28 พฤศจิกายน 2568)
วอลล์สตรีท/กรุงเทพฯ: รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานฉุกเฉินถึงความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดการเงินโลก ภายหลังการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่ประกาศ ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งเป็นการสวนทางกับความคาดหวังของตลาดส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าจะมีการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินในปลายปี 2568
การประกาศดังกล่าวของ Fed เมื่อคืนที่ผ่านมาได้สร้าง “ช็อกเวฟ” (Shockwave) ไปทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญๆ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลัน
ดัชนีสหรัฐฯ ดิ่งหนักสุดในรอบหลายเดือน
รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการด้วยการปรับตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือน โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 1.8% และดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยี ลดลงไปถึง 2.5% การเทขายครั้งใหญ่นี้มีสาเหตุมาจากการที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง แต่ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งยังคงมีอยู่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง
“ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการส่งสัญญาณ ‘ลดดอกเบี้ย’ ในช่วงต้นปีหน้า แต่ท่าทีของ Fed กลับเป็น ‘เหยี่ยว’ (Hawkish) มากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก” นักวิเคราะห์จาก Reuters ให้ความเห็น “การคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่คาด ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต”
ราคาน้ำมันและตลาดพันธบัตรผันผวน
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันที 2.1% สู่ระดับต่ำกว่า 58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เชื่อมโยงการลดลงของราคาน้ำมันกับความกังวลว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed จะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง
ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรก็มีความผันผวนอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ย ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนปรับลดความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยในอนาคต
ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและประเทศไทย
คลื่นความผันผวนได้แผ่ขยายมายังตลาดเอเชียในเช้าวันนี้ ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคต่างปรับตัวลดลงตามกัน โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei) และเกาหลีใต้ (KOSPI) ลดลงราว 1.5% – 2.0%
สำหรับประเทศไทย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เปิดตลาดด้วยการปรับตัวลดลงทันทีประมาณ 15 จุด หรือคิดเป็น 1.0% ตามแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการลดความเสี่ยง (Risk-off)
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทไทย (THB) ได้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับก่อนหน้าที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นทั่วโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในช่วงนี้ ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
มุมมองนักวิเคราะห์: ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ถูกอ้างอิงโดย Bloomberg และ CNBC ต่างเห็นพ้องว่า การตัดสินใจของ Fed ครั้งนี้ได้ตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกในปี 2569
“นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบสิ้น และนักลงทุนไม่ควรคาดหวังถึงการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป” รายงานวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งระบุ “ตลาดจะต้องปรับตัวเข้าสู่สภาวะ ‘ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น’ (Higher for Longer) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง”
ตลาดจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในช่วงสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าธนาคารกลางหลักอื่นๆ จะมีท่าทีที่เข้มงวดตาม Fed หรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 และต่อเนื่องไปยังปี 2569


















