News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
54

อัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters:

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด ตลาดโลกจับตาจังหวะลดครั้งต่อไป

รายงานข่าวโดย: ทีมข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

วันที่เผยแพร่: 7 กุมภาพันธ์ 2569 (อ้างอิงข้อมูลการประชุม FOMC เดือนมกราคม 2569)

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวที่สอดคล้องกันถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2569 โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดคือสัญญาณและจังหวะเวลาในการเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปในปีนี้ รายงานของทั้งสามสำนักได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก มุมมองของนักวิเคราะห์ และผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอย่างละเอียด

Bloomberg: ตลาดโลกตอบรับ “คงที่” แต่จับตา “ท่าทีระมัดระวัง”

รายงานจาก Bloomberg มุ่งเน้นไปที่ปฏิกิริยาของตลาดการเงินทั่วโลก โดยระบุว่าการคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้นสอดคล้องกับฉันทามติของตลาด ทำให้เกิดปฏิกิริยาในตลาดที่ค่อนข้าง “นิ่ง” ในช่วงแรก. อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่านักลงทุนยังคงคาดหวังว่า Fed จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อยสองครั้งในช่วงปลายปี 2569 ตามการคาดการณ์ของตลาดล่วงหน้า

Bloomberg วิเคราะห์ว่า ท่าทีของประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ ที่แสดงความระมัดระวังในการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจนนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yield) มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากถ้อยแถลงที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเห็นหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างยั่งยืนเข้าสู่เป้าหมายที่ 2%. ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq มีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงการที่นักลงทุนเลือกที่จะ “รอและดู” ทิศทางเศรษฐกิจและข้อมูลเงินเฟ้อที่กำลังจะมาถึง.

CNBC: นักวิเคราะห์ถกเถียง “จังหวะเวลา” การลดดอกเบี้ยครั้งหน้า

ด้าน CNBC ซึ่งเป็นช่องข่าวธุรกิจและการเงินชั้นนำ ได้นำเสนอรายงานที่เน้นหนักไปที่การวิเคราะห์และมุมมองของนักกลยุทธ์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำ. นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับนโยบายของ Fed ในปี 2569 คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากระดับปัจจุบัน (3.50%-3.75%) ไปสู่ระดับที่ใกล้เคียง 3% ภายในสิ้นปี.

ประเด็นถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดในรายงานของ CNBC คือ “จังหวะเวลา” (Timing) ของการลดดอกเบี้ยครั้งแรก โดยนักวิเคราะห์บางกลุ่มคาดว่าการลดดอกเบี้ยอาจเริ่มในไตรมาส 2 ของปีนี้ หากข้อมูลตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอัตราเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง. ขณะที่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มมองว่า Fed จะรอจนกว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากมาตรการรัดเข็มขัดที่ดำเนินการมา และคาดว่าการลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง. รายงานยังอ้างอิงถึงบันทึกการประชุมเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าสมาชิก FOMC ส่วนใหญ่พิจารณาว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความเหมาะสมในปีนี้ หากเงินเฟ้อผ่อนคลายลงตามเวลา.

Reuters: ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่และค่าเงินบาทไทย

ในส่วนของ Reuters ซึ่งมีเครือข่ายรายงานข่าวที่กว้างขวางทั่วโลก ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบของการคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะในเอเชีย. รายงานระบุว่า การที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในช่วงต้นปี 2569 เป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก (Capital Outflow).

สำหรับประเทศไทย รายงานของ Reuters ชี้ว่า ค่าเงินบาท (THB) มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของ Fed อย่างมาก. แม้ว่าการคงอัตราดอกเบี้ยจะช่วยสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น แต่แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจะยังคงมีอยู่ตราบใดที่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงกว้าง. อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทจะได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในอื่นๆ เช่น การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการไหลเข้าของเงินลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร. นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) โดยเฉพาะดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีและสุขภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของ Fed.

สรุป: การรักษาสมดุลและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่

โดยสรุปแล้ว รายงานจากทั้งสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคับประคองตลาดแรงงาน. แม้ว่าการคงอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามคาด แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะเวลาในการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางของ Fed ต่อไป.

— จบรายงาน —