ข่าวเด่นจากบลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์ส: การเมืองการค้าโลกผันผวน ตลาดหุ้นปรับฐาน และเศรษฐกิจเอเชียยังคงน่าจับตา
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่างบลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์ส รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญทางเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลกประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่กลับมาสร้างความไม่แน่นอน ตลาดหุ้นทั่วโลกที่เผชิญแรงกดดัน และแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศสำคัญในเอเชียที่แสดงสัญญาณทั้งบวกและลบ
นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กลับมาเป็นประเด็นร้อน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้การเรียกเก็บภาษีที่ทรัมป์เคยบังคับใช้ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเมื่อปีที่แล้วเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดชนวนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการค้าโลกอีกครั้ง และทำให้หลายประเทศตั้งคำถามถึงข้อตกลงทางการค้าที่ได้ลงนามไปแล้วหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินส่วนใหญ่ยังคงตอบรับข่าวภาษีใหม่ของทรัมป์ในลักษณะที่ไม่ตื่นตระหนกนัก โดยนักลงทุนประเมินว่านี่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง หรือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายกีดกันทางการค้าอย่างถาวร นักวิเคราะห์บางรายมองว่าตลาดได้ซึมซับความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีของทรัมป์ไปพอสมควรแล้ว และเศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่งต่อความผันผวนที่เกิดจากนโยบายดังกล่าว
ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกดดัน
ในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับการปรับฐาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 768.97 จุด มาอยู่ที่ 48,857.00 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 74.48 จุด มาอยู่ที่ 6,835.03 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 289.16 จุด มาอยู่ที่ 22,596.91 จุด ตลาดหุ้นแคนาดาก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยดัชนี S&P/TSX Composite ลดลงกว่า 150 จุด
สำหรับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแสดงผลตอบรับที่แตกต่างกันไปในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปิดบวกตามทิศทางของดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในทางตรงกันข้าม ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นหลังการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 (อ้างอิงข้อมูลย้อนหลัง) ผู้ลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกหลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่องกันมาสี่เดือน สาเหตุหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากความคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แนวโน้มเศรษฐกิจในเอเชีย
ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.6% โดยมีปัจจัยกดดันจากการชะลอตัวของการค้าโลกและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ก่อนที่จะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 ซึ่งสะท้อนความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
ในทางกลับกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2569 ไว้ที่ 4.5% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการที่จีนเปิดประเทศหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้ภาคการค้า การลงทุน การผลิต และการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จีนจึงยังคงเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีนี้
ขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียแสดงผลงานที่โดดเด่น โดยรายงานจากซีเอ็นบีซี อินโดนีเซีย ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศเติบโต 5.11% ในปี 2568 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือน การใช้จ่ายของภาครัฐ การลงทุน และประสิทธิภาพการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง
ข่าวสารองค์กรที่น่าสนใจ
ในภาคธุรกิจ มีรายงานว่า PayPal (PYPL.US) กำลังได้รับความสนใจในการเข้าซื้อกิจการ หลังจากราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนักถึง 46% ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดลดลงเหลือประมาณ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ OpenAI บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ กำลังใกล้บรรลุข้อตกลงระดมทุนสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วและความสำคัญของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน และ Loblaw บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของแคนาดา วางแผนจะสร้างร้านค้าใหม่ 70 แห่งในปี 2569
บทสรุป
ภาพรวมข่าวสารจากบลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์ส ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ภายใต้ความผันผวนจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนและแรงกดดันในตลาดทุน ขณะที่เศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินโดนีเซีย มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตา แม้ว่าประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากการค้าโลกที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่สูงก็ตาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป.



















