สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกปี 2569 เผชิญความผันผวนครั้งใหญ่

0
31






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกปี 2569 เผชิญความผันผวนครั้งใหญ่


สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกปี 2569 เผชิญความผันผวนครั้งใหญ่

สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันเผยแพร่รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ ทั้งการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ และความผันผวนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยาก.

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: เติบโตอย่างยืดหยุ่น แต่ชะลอตัวลง

รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดในเดือนมกราคม 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตที่ระดับร้อยละ 2.7 ถึง 3.3 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการครั้งก่อน แต่แนวโน้มการเติบโตโดยรวมยังคงชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2568. แม้ภาพรวมจะยังคงมีความยืดหยุ่น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังชะลอตัวลง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่อาจต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน.

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.9-2.5 ในปี 2569 โดยอัตราเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลงแต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด). ในขณะที่ยุโรปคาดว่าจะเติบโตช้ากว่า โดยเผชิญกับความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองเห็นฉากทัศน์แบบ “Soft Landing” ซึ่งเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง.

นโยบายการเงิน: การผ่อนคลายอย่างระมัดระวังและความเสี่ยงจากความเป็นอิสระของเฟด

ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569 โดยเฉพาะเฟดที่คาดว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับร้อยละ 3.00-3.25 ภายในสิ้นปี. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน. อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) อาจเป็นเพียงธนาคารกลางหลักแห่งเดียวที่ยังคงพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย.

ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตาคือความเป็นอิสระของเฟด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวาระของประธานเจอโรม พาวเวลล์ จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่อประธานคนใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่อการควบคุมเงินเฟ้อ.

ตลาดน้ำมัน: อุปทานล้นตลาดท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับแรงขับเคลื่อนที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน. ด้านหนึ่งมีหลักฐานว่าปริมาณอุปทานล้นตลาดและสต็อกน้ำมันกำลังเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันทั่วโลกจะ “ท่วมตลาด” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 เนื่องจากอุปสงค์เติบโตช้าลงสวนทางกับอุปทานที่พุ่งสูงขึ้น. ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายปี โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 55-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล.

แต่อีกด้านหนึ่ง ตลาดก็อยู่ห่างจากภาวะช็อกด้านอุปทานเพียงแค่ข่าวพาดหัวเดียว โดยเฉพาะหากการคว่ำบาตรรัสเซียเข้มงวดขึ้น หรือการส่งออกจากเวเนซุเอลาถูกสะดุด. Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยอ้างถึงสต็อกน้ำมันของ OECD ที่ตึงตัวมากขึ้น และความกังวลด้านอุปทานที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาน้ำมัน.

ปัญญาประดิษฐ์ (AI): เมกะเทรนด์ที่มาพร้อมคำถามเรื่องฟองสบู่

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นธีมหลักของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568-2569 โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และสตาร์ทอัพทั่วโลกทุ่มงบลงทุนมหาศาล. AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยทุ่นแรงและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการธนาคารและค้าปลีก. อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตดังกล่าวกำลังนำเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ “ฟองสบู่เทคโนโลยีรอบใหม่” หรือไม่ เนื่องจากบริษัท AI จำนวนมากยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือกำไรที่สอดคล้องกับมูลค่าที่ตลาดประเมินไว้.

ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาหุ้นเทคโนโลยี แต่ขยายไปถึงระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง หากการลงทุนไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพจริง อาจส่งผลให้เงินทุนจำนวนมหาศาลสูญเสียมูลค่า. ตลาดกำลังหันมาโฟกัสที่ “Real-world AI” หรือเทคโนโลยี AI ที่สร้างรายได้ได้จริงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าการเก็งกำไรตามกระแส.

ภูมิรัฐศาสตร์และการค้า: ความไม่แน่นอนที่กลับมาอีกครั้ง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแหล่งความไม่แน่นอนที่สำคัญของโลก. นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของตลาดและห่วงโซ่อุปทานโลก. แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเคยมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วนของทรัมป์ แต่การประกาศภาษีใหม่นี้ได้จุดประกายความกังวลอีกครั้ง.

ในยุโรป หลายชาติกำลังเร่งสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามทางไซเบอร์จากรัสเซีย. นอกจากนี้ การทบทวนข้อตกลงการค้า USMCA และความเปราะบางของข้อตกลงการค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.

ตลาดการเงิน: หุ้นผันผวน ทองคำเป็นที่พักพิง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 และ Dow Jones ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 จากความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยและผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่ง แต่ก็แสดงสัญญาณความผันผวนในช่วงกลางเดือน. นักลงทุนกำลังโยกย้ายเงินทุนออกจากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยง เข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่าและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง. ตลาดสินเชื่อโลกก็กำลังร้อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่เตือนถึงความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว. ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางหลายประเทศ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเกี่ยวกับสถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ.