News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
46

สรุปสถานการณ์ข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ตลาดผันผวนหนัก ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลง

กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงสถานการณ์ความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญในตลาดการเงินโลกตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญของโลก, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันในนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ.

เศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงิน

รายงานจากองค์การสหประชาชาติ (UN) และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยคาดการณ์การเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% ถึง 3% ซึ่งต่ำกว่าระดับในปี 2568 และค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิด-19. แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ค่าครองชีพยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ.

สำหรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 ลงเหลือเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยมากกว่านี้ และยังคงมีแนวโน้มรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป (Higher for Longer). นอกจากนี้ การเสนอชื่อนายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการ Fed ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนการลดดอกเบี้ยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อเนื่องจากศักยภาพของ AI ในการเพิ่มผลิตภาพ ได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดจากนักลงทุน. ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.15% เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2.0% แม้เศรษฐกิจยูโรโซนจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากอุปสงค์ภายในประเทศ. ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เงินเฟ้อและค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติยุคอัตราดอกเบี้ยศูนย์.

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า

ปี 2569 ถูกประเมินว่าเป็นปีที่ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทั้งในมิติการทหาร สงครามการค้า และเทคโนโลยี. จุดร้อนแรงที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-อิหร่าน, วิกฤตช่องแคบไต้หวัน, ทะเลจีนใต้ และคาบสมุทรเกาหลี. นอกจากนี้ การสิ้นสุดของสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่ โดยเฉพาะจากจีน.

ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาได้สร้างความผันผวนครั้งใหม่ เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และเกินขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ. อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ทรัมป์ได้ประกาศแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวเป็น 15% (จากเดิม 10%) โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ด้วยเหตุผลวิกฤติดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ. การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ประเทศอย่างจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งเคยได้รับผลกระทบหนักจากภาษีเดิม กลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์เนื่องจากอัตราภาษีเฉลี่ยที่ต้องจ่ายลดลง. ขณะที่สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียอาจเสียเปรียบจากอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น. มาตรการภาษีใหม่นี้คาดว่าจะเผชิญความท้าทายทางกฎหมายอีกครั้ง.

ตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 ลงเหลือ 0.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 0.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม OPEC+. ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนต์ปรับตัวลดลงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตามรายงานของ IEA. อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางการจับตาความเสี่ยงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการซ้อมรบของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐฯ ที่ลดลง. IEA ยังคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดอย่างเด่นชัดในไตรมาสแรกของปี 2569.

บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นหัวข้อสำคัญที่มีผลกระทบสองด้านต่อเศรษฐกิจ รายงานระบุว่า AI สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของเงินเฟ้อในระยะเริ่มต้น โดยลดต้นทุนการผลิตและค่าแรง. อย่างไรก็ตาม AI ก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับการทดแทนแรงงาน โดยมีรายงานการเลิกจ้างงานในภาคเทคโนโลยีจำนวนมากทั่วโลก. นอกจากนี้ AI ยังถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นเครื่องมือในการทำสงครามไซเบอร์และการโฆษณาชวนเชื่อที่ซับซ้อน. การลงทุนใน AI ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทยที่คาดว่า AI จะสร้างผลกระทบต่อ GDP และตำแหน่งงานด้านไอทีอย่างมีนัยสำคัญ.

ตลาดการเงินและเศรษฐกิจไทย

ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญกับแรงเทขาย โดยเฉพาะทองคำและสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ ซึ่งดิ่งลงต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและการที่นักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่. นักลงทุนบางส่วนได้โยกย้ายเงินทุนไปสู่ทองคำและหุ้นกลุ่ม AI.

สำหรับเศรษฐกิจไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวถึง 2.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และได้ปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 1.5-2.5%. แม้เศรษฐกิจจะส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงยังคงจำกัดกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.25%. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จากแรงขายทำกำไรทองคำและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ.

โดยสรุป เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นอีกช่วงเวลาที่ตลาดโลกต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายมิติ ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงินที่ไม่ชัดเจน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.