News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
52

บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทย: ตลาดผันผวน ภาษีทรัมป์ป่วน การเมืองโลกตึงเครียด แต่ส่งออกไทยยังแกร่ง

กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่างบลูมเบิร์ก, CNBC, และรอยเตอร์ส ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญของสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินทั่วโลกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ ขณะที่เศรษฐกิจไทยกลับฉายแววโดดเด่นจากการส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและตลาดหุ้นที่พุ่งทะยาน.

ตลาดโลกเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ย

สถานการณ์ด้านภาษีการค้าระหว่างประเทศกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉิน (IEEPA) ที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศใช้ โดยระบุว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศใช้ภาษีนำเข้ารอบใหม่ทั่วโลกในอัตรา 15% โดยอ้างอิงกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569. การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีครั้งนี้ สร้างความกังวลให้กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรอย่างมาก เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่และสถานะพิเศษทางการค้าที่เคยได้รับ. ทางคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพข้อตกลงที่ทำไว้และให้ความชัดเจนในทิศทางนโยบายภาษี. ในทางกลับกัน จีน อินเดีย และบราซิล กลับเป็นกลุ่มประเทศที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีเฉลี่ยจากสหรัฐฯ ในช่วงแรก. กระทรวงพาณิชย์จีนกำลังประเมินผลของคำตัดสินศาลอย่างรอบด้านและเรียกร้องให้วอชิงตันยกเลิกมาตรการภาษีฝ่ายเดียว.

ด้านนโยบายการเงิน ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2569 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่เคยมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ยมากกว่านี้. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะ. แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนที่ 2.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2%. ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงเทขาย โดยราคาทองคำและบิตคอยน์ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือน. อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำได้กลับมาพุ่งขึ้นกว่า 2% ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น. ราคาน้ำมันดิบก็มีความผันผวนเช่นกัน โดย Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ขึ้นเป็น 60 ดอลลาร์และ 56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ เนื่องจากระดับสต็อกน้ำมันในกลุ่มประเทศ OECD อยู่ในระดับต่ำ.

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสจาก AI

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจโลก. สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจากรณีโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งที่นครเจนีวาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย. มีรายงานว่าอิหร่านพร้อมที่จะประนีประนอมในโครงการนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เพื่อสันติ.

ในด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาดโลก. สหรัฐฯ ได้ประกาศโครงการ “Tech Corps” เพื่อเสริมสร้างบทบาทในการแข่งขันด้าน AI ระดับโลก. ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็เผชิญความผันผวนจากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันด้าน AI ที่อาจฉุดกำไรของบริษัท. หุ้นกลุ่ม Cybersecurity ร่วงลงอย่างหนักหลังมีการเปิดตัวเครื่องมือ AI ที่สามารถสแกนและแก้ไขช่องโหว่ของโค้ดได้โดยอัตโนมัติ. อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ AI ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำ HBM4 ที่ Samsung และ SK Hynix คาดว่าจะปรับราคาขึ้น 20-30% เพื่อรองรับความต้องการจาก Nvidia และ Big Tech.

เศรษฐกิจไทยโดดเด่น ท่ามกลางกระแสโลกผันผวน

ในขณะที่ตลาดโลกเผชิญความท้าทาย เศรษฐกิจไทยกลับมีสัญญาณเชิงบวกที่น่าจับตา. การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 24.4% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก. แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการสินค้าทั่วโลกที่ยังคงขยายตัว. สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI Data Centers ในหลายประเทศ.

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นและเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ. นอกจากนี้ SCB EIC ยังประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งภายในกลางปีนี้ เหลือ 1% เพื่อบรรเทาความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ยังคงเปราะบาง.

ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลายเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในโลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยทะยานขึ้นกว่า 10% หรือ 134 จุด ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์. นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดซื้อสุทธิในเดือนกุมภาพันธ์สูงถึง 45,531.70 ล้านบาท. นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปถึง 1,510 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนโลกที่ไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในยุโรปและเอเชีย รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่เติบโตเกินคาด. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยบริษัท ASML แสดงความสนใจที่จะเข้ามาสร้าง Supply Chain ในไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมชิปของประเทศ.