รายงานพิเศษ: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – ตลาดโลกผันผวนหนัก ภัยภาษีทรัมป์ระลอกใหม่ และภาวะ “AI Fatigue” เขย่าความเชื่อมั่น
สถานการณ์ตลาดการเงินโลกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน จากปัจจัยสำคัญหลายประการที่สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกลับมาของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ท่าทีของธนาคารกลางเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงกระแส “AI Fatigue” ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
นโยบายภาษีทรัมป์: คลื่นลูกใหม่แห่งความไม่แน่นอนทางการค้า
ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดโลกมากที่สุดในช่วงนี้คือ การเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยหลังจากที่ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงขึ้นจากเดิมที่ 10% และจะมีผลบังคับใช้ในทันที โดยอ้างอิงกฎหมายฉบับใหม่.
การประกาศดังกล่าวได้สร้างความสับสนและไม่แน่นอนครั้งใหม่ให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของทรัมป์ผ่านข้อตกลงทวิภาคี แต่ขณะนี้ต้องเผชิญกับคำถามว่าข้อตกลงเหล่านั้นจะยังคงอยู่หรือไม่. สหภาพยุโรปเองก็กำลังพิจารณาระงับกระบวนการอนุมัติข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากภาษีของทรัมป์. แม้ว่าบางประเทศอย่างจีนและบราซิลอาจได้รับผลกระทบจากภาษี 15% นี้ในระดับที่ต่ำกว่าภาษีเดิมที่เคยเผชิญอยู่ แต่ภาพรวมแล้ว นโยบายนี้กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน.
ตลาดหุ้นทั่วโลก: ผันผวนจากภาษีและกระแสทุนเคลื่อนย้าย
ผลจากการประกาศภาษีใหม่นี้เห็นได้ชัดเจนในตลาดหุ้น โดยตลาดหุ้นยุโรปเปิดสัปดาห์ในแดนลบ ดัชนี Stoxx 600 ปรับตัวลงประมาณ 0.3% ในขณะที่ DAX ของเยอรมนีร่วงลง 0.6% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสลดลง 0.2%. ฟิวเจอร์สของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีใหม่จะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก. ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกกลับเปิดบวกในช่วงเช้าวันจันทร์ แม้จะยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเดียวกัน.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Finnomena ที่อ้างอิงข้อมูลจาก LSEG/Lipper ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “The Great Global Rotation” หรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยนักลงทุนสหรัฐฯ ได้ถอนเงินออกจากผลิตภัณฑ์หุ้นสหรัฐฯ กว่า 75,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และ 52,000 ล้านดอลลาร์ใน 8 สัปดาห์แรกของปี 2569 ซึ่งเป็นอัตราการไหลออกที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553. ปัจจัยหลักมาจากการที่หุ้นสหรัฐฯ มีราคาสูงเกินไป (P/E 27-28 เท่า เทียบกับยุโรป 15 เท่า ญี่ปุ่น 17 เท่า และจีน 13.5 เท่า) และภาวะ “AI Fatigue”.
ท่าทีของธนาคารกลางและเงินเฟ้อ
ในส่วนของนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวังเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยนักลงทุนกำลังจับตาการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่. แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ถึงการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่ความแข็งแกร่งของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ บางส่วนยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ Fed ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ.
สำหรับยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็ยังคงเน้นการควบคุมเงินเฟ้อ แม้จะมีสัญญาณว่าเงินเฟ้อในเยอรมนีและสหราชอาณาจักรเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต.
กระแส AI และหุ้นเทคโนโลยี: จากความหวังสู่ความกังขา
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ขณะนี้กำลังเผชิญกับภาวะ “AI Fatigue”. นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับต้นทุนมหาศาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไปของหุ้นบางตัว. รายงานจาก CNBC ระบุว่า OpenAI ได้ปรับลดเป้าหมายการใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์ลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงปี 2573 จากที่เคยคาดการณ์ไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ด้านการลงทุน.
สินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงิน
ราคาน้ำมันโลกอ่อนตัวลงเล็กน้อย หลังจากมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจานิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง. ราคาทองคำมีการปรับฐานจากแรงขายทำกำไรและการแข็งค่าของดอลลาร์ แต่ก็มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักจากบรรยากาศการลงทุนแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) และข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ. อย่างไรก็ตาม บิตคอยน์ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 5% หลุดระดับ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังการประกาศภาษีใหม่ของทรัมป์ และการโยกย้ายเงินลงทุนไปสู่ทองคำและหุ้น AI.
โดยสรุปแล้ว ตลาดโลกกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางการค้า นโยบายการเงินที่ไม่ชัดเจน และการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป.



















