News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
89






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

กรุงเทพฯ – สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ที่สอดคล้องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคง “ซบเซา” และเผชิญกับความไม่แน่นอนในระดับสูงในช่วงปลายปี 2568 และต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงวนเวียนอยู่กับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงฝังลึก นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลาง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก

ธนาคารกลางยังคง “เหยี่ยว” แม้สัญญาณเศรษฐกิจจะผสมผสาน

รายงานจากทั้งสามสำนักข่าวระบุว่า แม้จะมีสัญญาณของความอ่อนแอในตลาดแรงงานและข้อมูลการผลิตที่ชะลอตัวลงในหลายประเทศ แต่บรรดาประธานธนาคารกลางสำคัญๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงแสดงท่าที “เหยี่ยว” (Hawkish) อย่างต่อเนื่อง ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) อาจจะยังไม่ลดลงสู่เป้าหมายที่ร้อยละ 2 อย่างยั่งยืนตามที่คาดการณ์ไว้

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ตลาดได้เคยคาดการณ์ถึงการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงปลายปีนี้ แต่ถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของเจ้าหน้าที่ Fed ทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น (Higher for Longer) ได้ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลกยังคงสูงลิ่ว ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

มุมมองจากตลาดทุน: CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับกับความไม่แน่นอนนี้ด้วยความผันผวน ดัชนีหลักหลายตัวปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจถดถอย (Recession Risk) ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่ตลาดพันธบัตรยังคงมีความผันผวนตามการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก

รายงานของ Reuters ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ การเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าและข้อจำกัดในการลงทุนข้ามพรมแดนได้สร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและบั่นทอนประสิทธิภาพทางการค้า

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งข้อมูลถูกอ้างอิงโดยสำนักข่าวชั้นนำ ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ความเสี่ยงขาลงยังคงมีขนาดใหญ่เนื่องจากอุปสรรคทางการค้าที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางนโยบาย ภาวะ “เศรษฐกิจโลกที่ซบเซา” (Global Economy Limps) นี้มีสาเหตุหลักมาจากการแตกแยกทางนโยบายและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไข

ผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียและเศรษฐกิจเกิดใหม่

สำหรับภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ รายงานวิเคราะห์ระบุว่าประเทศเหล่านี้จะยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยของ Fed แม้ว่าบางประเทศในเอเชียจะมีการเติบโตภายในประเทศที่แข็งแกร่งกว่าภูมิภาคอื่น แต่การพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังชะลอตัวจะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตในปีหน้า

โดยสรุปแล้ว ข้อความหลักที่ส่งมาจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters คือโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลดลงง่ายๆ นโยบายการเงินจึงยังไม่สามารถผ่อนคลายได้ตามที่ตลาดต้องการ ทำให้นักลงทุนและภาคธุรกิจต้องวางแผนด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

การจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญๆ ในช่วงสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เช่น ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจากรายงานและบทวิเคราะห์ของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters