กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะความไม่แน่นอนอีกครั้ง เมื่อรายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters เปิดเผยถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลก ขณะที่ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่น่าจับตา.
ตะวันออกกลางวิกฤต: ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิต ตลาดน้ำมันและทองคำพุ่ง
ข่าวใหญ่ที่สุดในวันนี้คือรายงานยืนยันการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่านด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ สถานการณ์ที่บานปลายนี้ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และนำไปสู่การประท้วงและการแสดงความเสียใจในอิหร่านและประเทศอื่นๆ รวมถึงมีการปะทะกันนอกสถานกงสุลสหรัฐฯ ในปากีสถาน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย.
ผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งนี้เห็นได้ชัดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะที่ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% แตะระดับ 5,296 ดอลลาร์ ในประเทศไทย ราคาทองคำได้ปรับขึ้นอย่างรุนแรงถึง 1,450 บาท ทำให้ราคาขายออกทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 78,400 บาท และราคาทองแท่งอยู่ที่บาทละ 77,600 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากปี 2568 โดยรวมแล้วราคาทองคำตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วถึง 12,650 บาท.
ตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจโลกจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด
ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงความระมัดระวัง โดยตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลดลง สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET) บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนว่า หากความขัดแย้งยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ อาจทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลงถึง 50 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ออกมายืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) จะเปิดทำการซื้อขายตามปกติในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 พร้อมทั้งมีมาตรการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.
ด้านเศรษฐกิจไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิต กระทรวงพลังงานได้ยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งาน 61 วัน และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ.
ประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินยกเลิกการเก็บภาษี “ตอบโต้” ทั่วโลกที่เคยประกาศใช้โดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการต่อไปของรัฐบาลและโอกาสในการคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ในภาคเทคโนโลยี บริษัท NVIDIA ยังคงแสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโตที่สดใส โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI รวมถึงความร่วมมือกับ OpenAI, Amazon และ SoftBank นาย Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ได้กล่าวเน้นย้ำว่า AI คือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่” ที่จะส่งผลกระทบต่อทุกบริษัทและทุกอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมดั้งเดิม.
ในด้านข่าวองค์กร CNBC กำลังปรับโครงสร้างการดำเนินงานข่าวโดยรวมการทำงานของทีมโทรทัศน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดตำแหน่งงานบางส่วน และเตรียมเปิดตัวระบบสมาชิกแบบเสียเงินสำหรับเว็บไซต์.
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและอินเดียกำลังก้าวไปสู่ข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์หลังจากความตึงเครียดที่ผ่านมา และธนาคารไทยกำลังมองหาโอกาสขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการคว้าโอกาสจากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทจีนและญี่ปุ่นมายังประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย เพื่อชดเชยการเติบโตของ GDP ที่ต่ำในประเทศ.
สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องติดตามและปรับตัวอย่างใกล้ชิด.


















