News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
81






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก โดยมีปัจจัยหลักมาจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว รวมถึงสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากประเทศจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายดัชนี.

ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสถิติใหม่: แรงหนุนจากความหวัง Fed ยุติขึ้นดอกเบี้ย

(อ้างอิง: Bloomberg / CNBC)
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยดัชนีสำคัญหลายตัว เช่น S&P 500 และ Nasdaq ในสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง. นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอย่างมากว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป และกำลังจับตาการประชุม FOMC ในเดือนธันวาคม เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการเริ่มลดดอกเบี้ยในปีหน้า. แรงผลักดันนี้ทำให้ตลาดมีสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางปี.

รายงานจาก CNBC เน้นย้ำว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดไม่ได้มีเพียงแค่ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นธีมหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นทั่วโลก. ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงก็เป็นหนึ่งในดัชนีที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในปีนี้ ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค.

สัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากจีน: โฟกัสภาคอสังหาริมทรัพย์

(อ้างอิง: Reuters)
สำนักข่าว Reuters ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวที่สำคัญจากประเทศจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออารมณ์ของตลาดโลก โดยทางการจีนได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปี 2569 เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ.

มาตรการที่กำลังพิจารณาเป็นพิเศษคือ “แพ็กเกจสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่” ซึ่งรวมถึงการอุดหนุนดอกเบี้ยจำนอง การลดหย่อนภาษีสินเชื่อที่อยู่อาศัย และการลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างๆ. ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานกว่าสี่ปี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนในภาพรวม. นักวิเคราะห์มองว่า แม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่การส่งสัญญาณของรัฐบาลจีนผ่านสื่อสำคัญอย่างต่อเนื่อง ก็เพียงพอที่จะสร้างความหวังให้กับตลาดเอเชียและผู้ส่งออกทั่วโลก.

ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอหรือเริ่มลดดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดคาดการณ์ จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง.

ในขณะเดียวกัน การที่จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์และการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย. นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันภาคการท่องเที่ยวของไทยให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาด.

อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับยังคงเตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ เช่น ความผันผวนของตลาดที่เกิดจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกเลื่อนการประกาศออกไป และความกังวลเกี่ยวกับการใช้เลเวอเรจในตลาดพันธบัตรรัฐบาล. โดยสรุปแล้ว ตลาดการเงินโลกในปลายปี 2568 กำลังขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังในเชิงบวกจากนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายลงและความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีน.

อ้างอิงข้อมูล: S&P Global [1, 9], CommBank [2], Investopedia [3, 12], Advisor Perspectives [4], Money & Banking [5], Goldman Sachs [6], Fidelity [7], Trading Economics [8], YouTube (China Signals More Stimulus, Bloomberg) [9, 11], Bruegel [10], TTBBank [13], SCB EIC [14], Chase [15].