News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
34

อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ทั่วโลกจับตาความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์, นโยบายการค้า, และทิศทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเสี่ยง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอลและอิหร่านได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างมากต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลก. ประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลกและกว่า 1 ใน 5 ของการส่งออก LNG ของโลกถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้. ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงขึ้นหลายสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที และอาจเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตพลังงานครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ.

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้ยืนยันว่ามีปริมาณน้ำมันสำรอง (ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) เพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 61 วัน ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 และได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงมากขึ้น. อย่างไรก็ตาม หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเป็นระยะเวลานาน ประเทศไทยและประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง. นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อกองเรือขนส่งน้ำมันเงาของรัสเซีย เพื่อจำกัดรายได้ที่ใช้สนับสนุนสงครามในยูเครน.

นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และแรงสั่นสะเทือนทางการค้าโลก

ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ โดยศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกําหนดไว้. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตราอื่น ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์ในศาลสูงสุดนับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาว ขณะที่สหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงการค้าที่เคยบรรลุกันไว้ และเตรียมระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ.

ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านแร่ธาตุสำคัญ 54 ประเทศและสหภาพยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุ. ขณะที่อินเดียและอิสราเอลได้เริ่มการเจรจารอบแรกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ.

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางและการเติบโตเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2%. รายงานการประชุมของ Fed เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น.

ในส่วนของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที. การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง รวมถึงลดภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน และเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านต่ำของอัตราเงินเฟ้อ. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่าแนวโน้มเงินเฟ้อยังมีความไม่แน่นอน. ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจและเสถียรภาพค่าเงิน.

การลงทุนใน AI และเทคโนโลยี: สนามรบใหม่ของมหาอำนาจ

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. รายงานจาก CNBC ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์. นอกจากนี้ Anthropic ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ ได้ยืนยันว่าจะไม่ผ่อนคลายข้อจำกัดการใช้งานเทคโนโลยี AI ของตนเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร แม้จะมีการหารือกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ก็ตาม. ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยรายงานระบุว่าจีนได้แซงหน้าเกาหลีใต้ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเกือบทุกสาขาแล้ว.

ในภาพรวม เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงานยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี.