ข่าวต่างประเทศประจำวันที่ 1 มีนาคม 2569: สถานการณ์ตะวันออกกลางปั่นป่วน ดันราคาน้ำมันพุ่งสูง ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์
สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ อาทิ Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานข่าวสำคัญจากทั่วโลกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตาคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่ก็เผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
วิกฤตตะวันออกกลางจุดชนวนราคาน้ำมันพุ่งสูง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค รายงานข่าวระบุว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว และภายหลังการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณหนึ่งในห้าของโลก ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อตลาดพลังงานทั่วโลก
ผลจากความตึงเครียดนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นถึง 10% แตะระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 และนักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไม่ช้า แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ประเทศไทยอาจเผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประมาณวันที่ 4 มีนาคม 2569 เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ J.P. Morgan Global Research เคยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์โดยเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมองว่าไม่น่าจะมีการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันที่ยืดเยื้อ แม้ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งการคาดการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการโจมตีและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง
ในด้านเศรษฐกิจโลก Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่าง “แข็งแกร่ง” ในปี 2569 โดยคาดการณ์ GDP ที่ปรับเงินเฟ้อแล้วจะเพิ่มขึ้น 2.9% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยทั่วไป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 โดยมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนทางการคลังและการเงินจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการฟื้นตัวไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น โดยมุ่งเน้นที่การรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพของระบบการเงิน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะลดลง แต่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะกลับสู่เป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในเดือนธันวาคม 2568 และคาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเดือนมกราคม 2569 แต่ก็อาจมีการปรับลดเพิ่มเติมหากอัตราเงินเฟ้อเอื้ออำนวย ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากสิ้นสุดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเสริมสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแตกแยกทางการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงหลักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ภาคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นประเด็นสำคัญและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในภาคเทคโนโลยี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 236 จุด, Dow เพิ่มขึ้น 371 จุด และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 52 จุด แม้ว่าผลประกอบการของ Nvidia จะดีเกินคาด แต่ตลาดกลับมีการเทขายหุ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแส AI ในการขับเคลื่อนตลาด มีการหมุนเวียนภายในภาคเทคโนโลยี โดยหุ้นซอฟต์แวร์เริ่มกลับมาได้รับความสนใจ ขณะที่ความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการลงทุนของบริษัท Hyperscalers
มีการยอมรับถึงความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียงานจาก AI แต่ก็คาดว่าจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นเพื่อชดเชย ธนาคารกลาง (ของไอร์แลนด์) ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและความเสี่ยงทางไซเบอร์ว่าเป็นข้อกังวลหลัก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและ AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ CNBC ยังเปิดรับสมัครสำหรับรายชื่อ “บริษัท Fintech ชั้นนำของโลกประจำปี 2569” โดยเน้นย้ำว่า AI ได้กระตุ้นภาคส่วนนี้ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยสรุป สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจึงต้องจับตาดูสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


















