News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
37

สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ไปจนถึงการเร่งตัวของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปั่นป่วนตลาดพลังงานโลก

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลเรือนในหลายเมือง รวมถึงกรุงเตหะราน แม้สื่ออิหร่านจะปฏิเสธ แต่บางรายงานระบุว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว

การโจมตีครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่าน ซึ่งได้ประกาศว่าจะทำการแก้แค้น และมีรายงานว่าอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก การปิดช่องแคบดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอื่นๆ จากตะวันออกกลางต้องหยุดชะงัก และมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งโอมาน สถานการณ์นี้ได้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคปิดน่านฟ้า และสายการบินหลักๆ ยกเลิกเที่ยวบินไปยังตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญจาก CNBC ชี้ว่า ตลาดน้ำมันอาจประเมินความเสี่ยงของการหยุดชะงักของอุปทานในระยะยาวต่ำเกินไป โดยบ็อบ แม็คนอลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาว เชื่อว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นโยบายการค้าและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

ในด้านนโยบายการค้า ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์ในศาลสูงสุดนับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาว สหภาพยุโรปได้ตอบโต้ด้วยการระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนภาษีของวอชิงตัน

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% รายงานการประชุมของ Fed ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น

เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ก็มีข้อกังวล

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ ได้รายงานผลประกอบการและแนวโน้มที่แข็งแกร่ง ขณะที่ OpenAI ก็ระดมทุนได้ 1.1 แสนล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น Amazon, NVIDIA และ SoftBank

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI ก็มาพร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยบริษัท Block ได้ประกาศปลดพนักงานกว่า 40% เนื่องจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทรัมป์ได้ขึ้นบัญชีดำ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็นภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานความมั่นคงแห่งชาติ

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและข่าวเด่นอื่นๆ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังจากตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ในภาพรวม เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงาน เช่น SCB EIC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี

ข่าวดีในเอเชียรวมถึงความเชื่อมั่นของภาคการผลิตญี่ปุ่นที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยได้รับอานิสงส์จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฮ่องกงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.5-3.5% ในปีนี้ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูฐานะการคลังและส่งเสริมเทคโนโลยี AI