อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด นโยบายการเงินหลากหลาย

0
38






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด นโยบายการเงินหลากหลาย


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด นโยบายการเงินหลากหลาย

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – ตลาดการเงินโลกก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคมด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนและผันผวน ทั้งจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทิศทางนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางแต่ละประเทศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์สำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

ภาพรวมนโยบายการเงินและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์นโยบายการเงินทั่วโลกยังคงมีความหลากหลาย โดยในสหรัฐอเมริกา การเสนอชื่อนายเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ต่อจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต แม้ว่าวอร์ชจะเคยมีจุดยืนที่เข้มงวด แต่ปัจจุบันเขาส่งสัญญาณถึงการปรับท่าทีไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยและนโยบายที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม รายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในเดือนมกราคมสะท้อนว่ากรรมการหลายคนยังคงกังวลต่อการผ่อนคลายนโยบายที่เร็วเกินไป โดยมองว่ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะแสดงความคืบหน้าสู่ระดับ 2% อย่างชัดเจน

ทางฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ แม้เงินเฟ้อเดือนมกราคมจะลดลงสู่ 1.7% แต่ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด ย้ำว่าการตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายประชุม และไม่ควรคาดหวังการลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมเร็วเกินไป ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 สะท้อนท่าทีระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจและความกังวลด้านเสถียรภาพค่าเงิน ล่าสุด PBOC ยังได้ออกมาตรการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินหยวนที่รวดเร็วเกินไป โดยยกเลิกการกันเงินสำรองความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบางประเภท เพื่อส่งสัญญาณให้ตลาด “ซื้อดอลลาร์มากขึ้น”

โดยรวมแล้ว ตลาดและนักวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวที่ 3% เท่ากับที่คาดการณ์ไว้เมื่อปีก่อนหน้า แม้จะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ GDP โลกจะเติบโต 3.3% ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นโยบายการค้าสหรัฐฯ และผลกระทบต่อตลาด

ประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความปั่นป่วนในตลาด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าเขายังมีอำนาจในการปรับขึ้นภาษี และเตือนว่าจะเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นกับประเทศที่ต้องการ “เล่นเกม” ทางการค้า หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยคว่ำมาตรการภาษีฉุกเฉินบางส่วนของเขา ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งใหม่กำหนดภาษีอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน และระบุในภายหลังว่าจะปรับเพิ่มอัตราเป็น 15% ทั่วโลก การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปเปิดร่วงลง ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบด้านเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอคืนเงินภาษีนำเข้าที่จ่ายไปแล้วประมาณ 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีคดีฟ้องร้องมากกว่า 1,500 คดีที่กำลังรอการพิจารณา หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยไม่รับรองมาตรการภาษีตอบโต้บางส่วนของทรัมป์

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงาน

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในอิหร่านกำลังสร้างความผันผวนอย่างหนักให้กับตลาดหุ้นและราคาพลังงานทั่วโลก นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงที่อิหร่านอาจทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีจากอุปทานที่หายไป ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เริ่มอพยพเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ไม่จำเป็นและครอบครัวออกจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอใช้ได้ถึง 61 วัน ขณะที่กระทรวงการคลังได้จัดตั้ง “ศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง” หรือ Economic War Room เพื่อวิเคราะห์และประเมินผลกระทบด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิต การค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการท่องเที่ยวที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ในอีกด้านหนึ่ง สหราชอาณาจักรได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ต่อ “กองเรือเงาน้ำมัน” ของรัสเซีย และบริษัทท่อส่งน้ำมัน PJSC Transneft เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้จากพลังงานที่รัสเซียใช้สนับสนุนสงครามในยูเครน

ข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที การลดดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ท่ามกลางแนวโน้มเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น และความกังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ธปท. ยังระบุว่าอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอ และกำลังทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินประมาณ 10-15 ประเภท เพื่อจัดให้มีมาตรฐานเดียวกันและลดภาระประชาชน โดยคาดว่าจะเห็นข้อสรุปภายใน 2 เดือน

ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแรงหลังการประกาศลดดอกเบี้ย สำหรับหุ้นรายตัว บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกิน 1.2 ล้านล้านบาท โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จากแรงหนุนบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรที่อยู่ในระดับสูง

สรุปได้ว่า ตลาดโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงนี้.