สรุปข่าวเด่นรอบโลกจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: นโยบายภาษีสหรัฐฯ เขย่าเวทีการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน
กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสารสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่สร้างความไม่แน่นอนในตลาดโลก ควบคู่ไปกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นที่จับตา.
นโยบายภาษีสหรัฐฯ จุดชนวนความไม่แน่นอนทางการค้า
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่สั่งยกเลิกภาษี “ตอบโต้” (reciprocal tariffs) ที่เคยเรียกเก็บไปก่อนหน้านี้ โดยสหรัฐฯ จะหยุดเก็บภาษีที่ศาลฎีกาตัดสินว่าผิดกฎหมายในวันอังคารนี้ พรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้รัฐบาลคืนเงินภาษีนับพันล้านดอลลาร์ที่เก็บไปแล้วหลังจากคำตัดสินของศาล
การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ได้สร้างความกังวลในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปได้เลื่อนการลงมติข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ออกไป ขณะที่ภาคธนาคารของเยอรมนีได้แสดงความกังวลต่อแผนภาษีของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ตลาดส่วนใหญ่กลับตอบรับกับข่าวการขึ้นภาษีครั้งล่าสุดนี้อย่างไม่ตื่นตระหนกนัก โดยตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น และราคาทองคำได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ภาพรวมตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
ในด้านตลาดหุ้น ดัชนี S&P/TSX ของแคนาดาและตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวลดลง ในขณะที่ตลาดทุนคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับผลประกอบการธนาคารในไตรมาสแรก เนื่องจากอัตราการเติบโตของสินเชื่อยังคงชะลอตัว สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี Bitcoin ยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยลดลง 26% ในปีนี้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ในส่วนของเศรษฐกิจระดับภูมิภาค อินโดนีเซียรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งถึง 5.11% ในปี 2568 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยได้รับการสนับสนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือน การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุน และประสิทธิภาพการส่งออกที่ยังคงดี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ 4.5% ในปี 2569 พร้อมแนะนำให้มีการปฏิรูปโครงสร้างและลดการพึ่งพาการส่งออก ด้านเกาหลีใต้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและการค้าต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย ภาคการส่งออกในเดือนมกราคม 2569 แสดงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 24.4% คิดเป็นมูลค่ากว่า 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เรื่องภาษีอาจเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะสั้น นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงคาดว่าจะรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25%
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด รายงานจาก Reuters ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์ต่ออิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ โดยมีทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหากประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการ นอกจากนี้ ยังมีรายงานการปะทุของความรุนแรงในเม็กซิโก และยูเครนคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์จากการส่งออกอาวุธในปีนี้ หลังจากที่ได้อนุญาตให้ผู้ผลิตอาวุธในประเทศทำข้อตกลงและมีแผนจะเก็บภาษีจากการส่งออกดังกล่าว
ข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ธนาคารโลกตั้งเป้าให้เงินสนับสนุนโมซัมบิกจำนวน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ผ่อนปรน ขณะที่ IMF เตือนถึงภาวะหนี้สินที่เลวร้ายลงของประเทศ และในภาคการเงินดิจิทัล หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) ได้เริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับ HTX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซี ฐานทำการส่งเสริมการขายทางการเงินที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ประกาศว่าจะสั่งให้เปิดเผยข้อมูลของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว เนื่องจากมีความสนใจอย่างมากในเรื่องนี้
สถานการณ์ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ทั้งจากนโยบายทางการค้าที่เปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวของตลาดโลก และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


















