สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกและไทย: อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
22






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกและไทย: อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกและไทย: อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รายงานจากสำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่ข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์.

นโยบายการค้าสหรัฐฯ และความผันผวนของตลาดโลก

ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือทิศทางนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินบางรายการ แต่ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 ซึ่งต่อมาได้มีการปรับใช้อัตรา 10% ในเบื้องต้น การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่ามีคดีฟ้องร้องกว่า 1,500 คดีจากธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการขอคืนภาษีที่จ่ายไปแล้ว ผลจากนโยบายภาษีนี้ยังส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงกว่า 5% หลุดระดับ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ทำให้นักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในทองคำและหุ้นกลุ่ม AI แทน

ผลกระทบจาก AI และทิศทางตลาดหุ้น

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจเข้ามาแทนที่งานในหลายอุตสาหกรรมได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones, Nasdaq และ S&P 500 เผชิญกับแรงขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงิน โดยเฉพาะหลังมีรายงานว่า AI อาจทำให้คนว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10% อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีการฟื้นตัวในบางช่วง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI อย่าง Nvidia หลังจากความกังวลเรื่องภาษีผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับแรงหนุนจากการที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยขู่ไว้ที่ 15%

นโยบายอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงส่งสัญญาณว่าจะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% รายงานการประชุมของ Fed สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ย โดยตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2569 นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ออกมาสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ได้ตอกย้ำถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการ ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

ราคาทองคำและน้ำมัน

ราคาทองคำยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากมาตรการภาษีของทรัมป์ Bank of America คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 12 เดือน หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ ในส่วนของราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังจากอิหร่านแสดงความพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ก่อนการเจรจานิวเคลียร์

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย: กนง. ลดดอกเบี้ย หนุนตลาดหุ้น

สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือน รวมถึงช่วยยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 จะขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ด้านตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยทะยานขึ้นถึง 134 จุด หรือ 10.11% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. และกระแสเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 2 ปี นอกจากนี้ ภาคปิโตรเคมีไทยยังได้รับข่าวดีจากรายงานที่ว่าเกาหลีใต้ได้อนุมัติแผนการลดกำลังการผลิตของบริษัทใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาอุปทานล้นตลาด