อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: BIS เตือนภัย! เฮดจ์ฟันด์ใช้เลเวอเรจสูงในตลาดพันธบัตร เสี่ยงวิกฤตการเงินโลก

0
96






อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: BIS เตือนภัย! เฮดจ์ฟันด์ใช้เลเวอเรจสูงในตลาดพันธบัตร เสี่ยงวิกฤตการเงินโลก


อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: BIS เตือนภัย! เฮดจ์ฟันด์ใช้เลเวอเรจสูงในตลาดพันธบัตร เสี่ยงวิกฤตการเงินโลก

ลอนดอน/บาเซิล — ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “ธนาคารกลางของธนาคารกลาง” ได้ออกคำเตือนที่ชัดเจนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก โดยชี้เป้าไปที่การใช้เลเวอเรจ (Leverage) ในระดับสูงอย่างไม่สมควรของบรรดากลุ่มเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasuries) คำเตือนดังกล่าวถูกรายงานอย่างกว้างขวางและให้ความสำคัญอย่างยิ่งโดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลในระดับสากลต่อโครงสร้างทางการเงินที่เปราะบาง

สัญญาณอันตรายจาก “สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร” (NBFI)

รายงานล่าสุดของ BIS เน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank Financial Institutions – NBFIs) ในระบบการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฮดจ์ฟันด์ ซึ่งใช้กลยุทธ์การซื้อขายที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินในสัดส่วนที่สูงมาก หรือที่เรียกว่า “เลเวอเรจ” เพื่อเข้าทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่เล็กน้อยในตลาดพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะถูกมองว่าเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในยามปกติ แต่เมื่อเกิดภาวะตลาดผันผวน หรือเมื่อนักลงทุนต้องการเงินสดอย่างกะทันหัน (Dash for Cash) การบังคับขายสินทรัพย์ที่มีเลเวอเรจสูงเหล่านี้อาจจุดชนวนให้เกิดความโกลาหลในตลาดในวงกว้างได้ทันที

“ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันคือความหนาแน่นของเลเวอเรจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ไม่สมบูรณ์ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล” นายอากุสติน คาร์สเตนส์ (Agustín Carstens) ผู้จัดการทั่วไปของ BIS กล่าว ตามการรายงานของ Reuters “เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้มาแล้วในช่วงวิกฤตการณ์สภาพคล่องในปี 2020 และหากไม่มีการดำเนินการที่เข้มงวดขึ้น เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว”

ผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ และยุโรป

ตลาดพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหลักทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกและเป็นรากฐานของระบบการเงินสากล ถูกระบุว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุด ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า การซื้อขายแบบ Basis Trade ซึ่งอาศัยเลเวอเรจสูงในการทำกำไรจากความแตกต่างระหว่างราคาพันธบัตรเงินสดและพันธบัตรฟิวเจอร์ส ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากเกิดการเทขายครั้งใหญ่ (Forced Selling) ขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกเพิ่มขึ้น และกระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและตลาดทุนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ออกรายงานที่คล้ายคลึงกัน โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับตำแหน่งการลงทุนที่มีเลเวอเรจของเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลยุโรปด้วยเช่นกัน แม้ว่าความเสี่ยงจะจำกัดกว่าในตลาดสหรัฐฯ แต่ก็เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เสียงเรียกร้องจาก BIS: การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

BIS ได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิก G20 และธนาคารกลางต่างๆ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อควบคุมการใช้เลเวอเรจของเฮดจ์ฟันด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ Margin และการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขาย ข้อเสนอหลักคือการเพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรม และการกำหนดเกณฑ์การกำกับดูแลที่ครอบคลุมสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่อาจแพร่กระจายไปทั่วโลก

นักวิเคราะห์จาก CNBC ให้ความเห็นว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว (Global Growth Slowdown) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักตลอดปี 2568-2569 คำเตือนของ BIS นี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในตลาดการเงินอาจขยายตัวเป็นวิกฤตใหญ่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกจึงตอบสนองต่อรายงานนี้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรและหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่นักลงทุนจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากความเปราะบางของระบบการเงินที่ถูกเปิดเผยออกมาในครั้งนี้

โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำชี้ชัดว่า การใช้เลเวอเรจในตลาดพันธบัตรโดยเฮดจ์ฟันด์ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญที่สุดในปลายปี 2568 และการตอบสนองเชิงนโยบายจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นตัวกำหนดว่าความเสี่ยงนี้จะถูกควบคุมได้ทันท่วงทีหรือไม่ ก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตสภาพคล่องครั้งต่อไป