อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาเฟด-วิกฤตหนี้กำลังพัฒนา

0
119






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาเฟด-วิกฤตหนี้กำลังพัฒนา


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาเฟด-วิกฤตหนี้กำลังพัฒนา

รายงานโดย: ทีมข่าวการเงินโลก | อ้างอิงจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

วันที่เผยแพร่: 7 ธันวาคม 2568

ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเผชิญกับความผันผวน ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางรายงานเศรษฐกิจโลกที่ชี้ให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตหนี้ที่ทวีความรุนแรงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา.

IMF ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง พร้อมเตือนความเสี่ยงทางการค้า

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับปานกลาง โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ทั้งในปี 2567 และ 2568 ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับในปี 2566. อย่างไรก็ตาม, รายงานดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าและการขึ้นกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและการลงทุนโดยรวม.

สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) คาดการณ์อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 1.5% ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อ. รายงานของ IMF ยังได้ระบุว่า แม้จะมีการปรับประมาณการขึ้นเล็กน้อยในบางช่วงของปี แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงต้องเผชิญกับจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบายที่สูงขึ้น.

ตลาดมั่นใจ Fed เตรียมลดดอกเบี้ย ธันวาคม 2568

ในส่วนของตลาดทุนสหรัฐฯ และตลาดโลก มีการรายงานความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคม 2568. ก่อนหน้านี้ตลาดมีความผันผวนอย่างมากในช่วงต้นเดือน แต่ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ช่วยหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญหลายแห่งปิดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่า Fed อาจตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points ในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2568 โดยความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเคยพุ่งสูงถึง 87% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่กลับมาอีกครั้ง.

การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (US Economic Optimism Index) ที่ปรับตัวสูงขึ้น 9.1% ในเดือนธันวาคม 2568 สู่ระดับ 47.9 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือนเมื่อเดือนพฤศจิกายน. การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกลับมาเข้าสู่ตลาดและเพิ่มแรงกดดันให้ Fed พิจารณาการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน.

ธนาคารโลกเตือน วิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนาถึงขั้น “อันตราย”

ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มเห็นสัญญาณบวก, กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Developing Nations) กลับต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้ที่น่ากังวล. ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกคำเตือนอย่างชัดเจนในเดือนธันวาคม โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้ “ยังไม่พ้นจากอันตราย” (not out of danger) เนื่องจากต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

รายงานระบุว่า ช่องว่างระหว่างต้นทุนการชำระหนี้ (Debt Servicing Costs) กับเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนานั้นได้พุ่งสูงทำสถิติในรอบกว่า 50 ปี โดยระหว่างปี 2565 ถึง 2567 มีเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ในรูปของการชำระหนี้และดอกเบี้ยมากกว่าเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้าถึง 741,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สถานการณ์นี้ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ. ธนาคารโลกเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อหาแนวทางในการจัดการหนี้สินและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศรายได้ต่ำ เพื่อให้ประเทศเหล่านี้กลับสู่เส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้.

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters เน้นย้ำว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 กำลังดำเนินไปในสองทิศทางที่แตกต่างกัน: ตลาดการเงินหลักมีความหวังจากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed, ในขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้นำทางการเงินทั่วโลกต้องเร่งหาทางแก้ไขในปี 2569.