อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: “นิว นอร์มอล” ดอกเบี้ยสูงยาวนาน, ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีน, และภาพรวมเศรษฐกิจเอเชีย
สรุปรายงานจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters
(29 ธันวาคม 2568) – ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายปีด้วยความระมัดระวัง ภายใต้แรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยรายงานล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการปรับตัวเข้าสู่ภาวะ “New Normal” หรือสภาวะปกติใหม่
ธนาคารกลางสหรัฐฯ กับดอกเบี้ย “สูงยาวนาน”
Bloomberg และ Reuters รายงานตรงกันว่า แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงแล้วถึงสามครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ความคาดหวังของตลาดต่อ “สภาวะปกติใหม่” ในปี 2569 อาจหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาเป็นระยะเวลานาน (Higher-for-Longer)
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจยังคงอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2% การคาดการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีหลักอย่าง S&P 500 มีความผันผวน แม้จะมีการทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่แรงเทขายทำกำไรและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในระยะยาวก็ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคืบหน้าด้านการค้าสหรัฐฯ-จีน: ข้อตกลงกรอบแต่ภาษียังคงอยู่
ประเด็นความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นหัวข้อข่าวสำคัญที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจาก CNBC และ Reuters โดยเฉพาะผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและตลาดเอเชีย ล่าสุด มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุ “กรอบความตกลงทางการค้า” (framework for a trade deal) หลังจากมีการเจรจาในระดับสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราภาษีนำเข้าจากจีนจะถูกปรับขึ้นไปสู่ระดับที่รุนแรงมาก (เช่น จาก 55% เป็น 157%)
อย่างไรก็ตาม CNBC ระบุว่า ความระมัดระวังในตลาดยังคงมีอยู่สูง เนื่องจากนาย Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ยืนยันว่า อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่ 55% ในปัจจุบันจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทันที การคงไว้ซึ่งอัตราภาษีที่สูงนี้ยังคงเป็นแรงกดดันต่อปริมาณการนำเข้าและส่งออก และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจ
ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ไทยกับมาตรการกระตุ้น
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Reuters และ Bloomberg รายงานว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยรวมของภูมิภาคคาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 2568 โดยคาดการณ์การเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 4.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผลกระทบของการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีก่อนหน้าเริ่มลดลง และผลกระทบจากอัตราภาษีที่สูงขึ้น
ในส่วนของประเทศไทย Reuters รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังคงมีสัญญาณที่หลากหลาย โดยการเติบโตของ GDP อาจยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ (เช่น เติบโต 3.2% ต่อปี เทียบกับที่สำรวจโดย Reuters ที่คาดการณ์ 3.9%) ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังคงต้องพึ่งพาแรงผลักดันจากนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้
บทสรุปและแนวโน้ม
โดยสรุปแล้ว รายงานจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า ตลาดโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทั้งในด้านนโยบายการเงินที่ต้องรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่ “เหนียวแน่น” และการค้าโลกที่ยังคงมีความเปราะบางจากข้อพิพาทระหว่างมหาอำนาจ การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและทิศทางของข้อตกลงทางการค้าจะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดสภาพคล่องและการลงทุนทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยในปีหน้า
(เรียบเรียงจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters)


















