อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนักจากวิกฤตตะวันออกกลาง, เศรษฐกิจจีนชะลอ และนโยบายการค้าสหรัฐฯ
กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์โลกในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยสำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น แรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว ไปจนถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา และบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
วิกฤตตะวันออกกลางฉุดราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล หลังมีรายงานการโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต สถานการณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่าน โดยพุ่งเป้าโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง และมีคำเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบแห่งนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 20-30% ของอุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลก
ผลจากความไม่แน่นอนนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากความขัดแย้งบานปลายและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างน้อย 411,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อคลายความกังวลด้านอุปทาน สำหรับประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ยืนยันว่าจะเปิดทำการซื้อขายตามปกติในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ได้แจ้งให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอใช้ได้ถึง 61 วัน
เศรษฐกิจจีนเผชิญความท้าทายและปรับเป้าหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจจีนกำลังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยหลายมณฑลของจีนได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2569 ลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกลางจะปรับลดเป้าหมายระดับชาติลงจาก 5% สู่ระดับ 4.5-5% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ความท้าทายหลักยังคงอยู่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ และแรงต้านทางการค้าจากนานาชาติที่กังวลว่าสินค้าจีนราคาถูกจะไหลบ่าเข้าสู่ตลาดของตน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนมีแผนที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและการลงทุน รวมถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตที่ 4.5% ในปี 2569 และแนะนำให้จีนเร่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก
นโยบายการค้าสหรัฐฯ สร้างความไม่แน่นอน
ประเด็นนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความผันผวนในตลาดโลก โดยศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินบางส่วนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่ารายได้จากภาษีที่จัดเก็บไปแล้วจะได้รับการคืนหรือไม่
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและบทบาทของ AI
โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่แม้จะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นกัน ทั้งนี้ IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.3% ในปี 2569 ในขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์ที่ 2.8%
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังอัดฉีดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตและชดเชยแรงต้านจากปัจจัยลบอื่นๆ
สถานการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อน โดยวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ล้วนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดและการลงทุนในปี 2569 นี้.



















