อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนักท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และคลื่นนโยบายการค้าใหม่
สถานการณ์โลกยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงสูง และนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงประเด็นสำคัญเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุ: อิหร่านตอบโต้การโจมตีและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอย่างหนักหน่วง เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความตกตะลึงคือ การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกฮือโค่นล้มรัฐบาล การโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในกรุงเตหะราน และอิหร่านได้ประกาศ “แก้แค้น”
ผลพวงจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอื่นๆ ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดเส้นทางนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 72.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ได้ ในขณะเดียวกัน องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้ส่งสัญญาณว่าจะกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ สถานการณ์นี้ยังจุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อต้านการโจมตีอิหร่านบริเวณหน้าทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเหวจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความกังวลเรื่อง AI
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ โดยดัชนีหลักทั้ง Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมที่สูงกว่าคาดการณ์อย่างมาก ซึ่งตอกย้ำความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงฝังแน่นและอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป นอกจากนี้ ความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงานก็เป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงิน รายงานจาก Citrini Research ที่ระบุว่ากระแส AI อาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10% ได้สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุน Wall Street ขณะที่บริษัทฟินเทค Block ของ Jack Dorsey ก็ได้ประกาศปลดพนักงานจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ AI นำมาสู่ภาคธุรกิจ
สงครามการค้ากลับมาอีกครั้ง: ภาษีนำเข้า 15% ของทรัมป์และการตอบโต้จากยุโรป
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับภูมิทัศน์การค้าโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก แม้ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะเคยมีคำตัดสินคัดค้านการใช้อำนาจฉุกเฉินของเขาในการกำหนดภาษีอย่างกว้างขวางเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่นายทรัมป์ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้ามาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าจะมีผลบังคับใช้ทันทีและอาจมีมาตรการภาษีเพิ่มเติมตามมาในอนาคต การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งได้แสดงความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ และได้ประกาศระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าที่บรรลุไปแล้วเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหันนี้สร้างความเสียหายต่อแผนการตั้งราคาสินค้าและห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจทั่วโลก
แนวโน้มเศรษฐกิจและการจ้างงานในยุค AI
ท่ามกลางความผันผวนเหล่านี้ ภาคส่วนที่ยังคงมีการจ้างงานเติบโตอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ คือภาคบริการด้านสุขภาพ ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ มีการจ้างงานน้อยลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากนโยบายภาษี สำหรับทวีปยุโรป สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาแผนการ “Made in Europe” เพื่อฟื้นฟูภาคการป้องกันประเทศ พลังงาน และการผลิต นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาดูข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่อันดับสองของโลก
โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นปัญหา นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดเดาได้ยาก และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายและความไม่แน่นอนให้กับตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



















