อัปเดตข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินท่ามกลางความผันผวนและยุค AI
กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI, สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ไปจนถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย จับตาสัญญาณผ่อนคลาย
ตามรายงานของ Bloomberg และ Reuters ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้มีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้. การคงอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า Fed ยังคงรอดูข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้านก่อนที่จะพิจารณาการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งต่อไป.
อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ให้เห็นถึงการถกเถียงภายใน Fed เกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ “เป็นกลาง” (neutral rate) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน. นักวิเคราะห์มองว่า การถกเถียงนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางระยะยาวของนโยบายการเงินในสหรัฐฯ และอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต. ตลาดตราสารหนี้และนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งภายในปี 2569 โดยคาดว่าการปรับลดครั้งแรกจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของ Fed ที่คาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น. ความไม่สอดคล้องกันนี้ทำให้เกิดความผันผวนในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วโลกทันที.
ตลาดหุ้นผันผวนสูง “AI Angst” ในกลุ่มเทคโนโลยี
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักมีความเคลื่อนไหวที่ผสมผสานกัน โดยดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ท่ามกลางความแข็งแกร่งของหุ้นบางกลุ่ม. อย่างไรก็ตาม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) กลับปรับตัวลดลงในวันเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในมุมมองของนักลงทุนต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ.
จุดที่น่าสนใจคือความผันผวนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยมีรายงานว่า หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีบางตัวมีการปรับตัวลดลงอย่างมากเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายและการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI). Bloomberg และ CNBC ได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่เรียกว่า “AI Angst” หรือ “AI Panic” ซึ่งเกิดจากความไม่แน่ใจเกี่ยวกับอัตราการเติบโตและผลกำไรที่แท้จริงจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่ร้อนแรงเกินไป รวมถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ที่สูงเกินคาดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่. สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการเทขายทำกำไรในกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน แม้ว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และผู้ผลิตชิปยังคงได้รับความสนใจและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง. นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดกำลังเกิดการหมุนเวียนการลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงไปสู่หุ้นในกลุ่มดั้งเดิมมากขึ้น.
ในอีกมุมหนึ่ง อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์.
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน
Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลในสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีปัจจัยอุปทานส่วนเกินกดดันอยู่. ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีรายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงในภูมิภาคและการตอบโต้. เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent มีการปรับตัวสูงขึ้น.
นโยบายการค้าสหรัฐฯ กลับมาเป็นประเด็นร้อน
ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการเคลื่อนไหวของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ โดยศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์ในศาลสูงสุดนับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาวเมื่อ 13 เดือนที่แล้ว ขณะที่สหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงการค้าที่เคยบรรลุกันไว้.
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก
แม้จะมีความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี. ในภาพรวม เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดัน แต่บางหน่วยงาน เช่น SCB EIC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดี. นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแคนาดาแสดงความคาดหวังที่จะลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement) กับอินเดียภายในสิ้นปีนี้.
สรุปแล้ว ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงินของ Fed, ความผันผวนในตลาดหุ้นที่ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยี AI และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอย่างน้ำมัน นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาการลงทุนด้วยความระมัดระวัง.


















