สรุปข่าวเด่นรอบโลกจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตะวันออกกลางระอุ, สงครามภาษีทรัมป์ป่วนเศรษฐกิจ, ตลาดหุ้นผันผวน และเทคโนโลยี AI ยังคงเป็นดาวเด่น
ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์โลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงภาวะตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเงินเฟ้อและความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอนาคตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสำคัญเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพรวมของสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ” ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากระบอบอิหร่าน รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวรวมถึงการโจมตีทางอากาศและทางทะเล โดยมีเป้าหมายที่กระทรวงหลายแห่งในกรุงเตหะราน และเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น อิสฟาฮาน กอม คาราจ และเคอร์มานชาห์ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต
การโจมตีครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่าน โดยมีรายงานขีปนาวุธพุ่งเป้าไปยังรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งรวมถึงการโจมตีโรงแรมหรูในดูไบ และท่าเรือเจเบล อาลี เสียงระเบิดดังกึกก้องในหลายพื้นที่ของนครดูไบ ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและตอกย้ำความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามข้ามพรมแดน นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านต้องการส่งสัญญาณว่าพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคไม่มีใครอยู่นอกระยะโจมตี ด้านเกาหลีเหนือได้ออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอลและปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านว่าเป็นการ “รุกรานที่ผิดกฎหมาย” ขณะที่จีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านอุปทาน
นโยบายการค้าสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ในด้านเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศแผนการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกในอัตรา 15% หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเพิกถอนอำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีแบบ “ตอบโต้” คำตัดสินของศาลเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการค้าสหรัฐฯ มาตรการภาษีใหม่นี้สร้างความสับสนและความไม่แน่นอนต่อทิศทางการค้าโลก โดยนักลงทุนแสดงความกังวลต่อผลกระทบดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ถูกเทขาย
สหภาพยุโรปได้เตรียมระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อรอความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการเก็บภาษีของวอชิงตัน การประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่า หากสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% จริง อัตราภาษีแท้จริงเฉลี่ยของประเทศอาจเพิ่มขึ้นจาก 13.6% เป็น 16.5% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสร้างแรงกดดันให้กับคู่ค้าหลายประเทศ
พลวัตตลาด: หุ้นผันผวน, AI ยังสดใส, EV ชะลอตัว
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยดัชนีหลักปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจสร้างความปั่นป่วนให้หลายอุตสาหกรรม ควบคู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก ก็เป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งตลาด แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวเกินคาดในไตรมาส 3 ปี 2025 แต่ภาพรวมปี 2026 กลับถูกมองว่าอาจเข้าสู่ภาวะที่ยากลำบากสำหรับภาคครัวเรือนจากค่าครองชีพที่สูงและตลาดแรงงานที่อ่อนตัว
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี AI ยังคงเป็นจุดสนใจในภาคเทคโนโลยี โดย Bloomberg รายงานว่า SpaceX ของ Elon Musk กำลังพิจารณาเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) อย่างเป็นความลับในเดือนมีนาคมนี้ และอาจมีมูลค่าสูงกว่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากการเข้าซื้อกิจการ xAI ของ Musk ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปี 2026 จะเป็นช่วงที่ AI เปลี่ยนจาก “โค้ดไปสู่อะตอม” โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ศูนย์ข้อมูล พลังงาน และระบบกริด
ในทางตรงกันข้าม ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเผชิญกับความท้าทาย โดย BNEF คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในสหรัฐฯ จะลดลง 15% ในปี 2026 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปและความกังวลเรื่องราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ก็รายงานยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ที่ลดลงถึง 41.1% ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่
บทสรุป
ภาพรวมข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นที่ผันผวนจากปัจจัยเงินเฟ้อและนโยบาย รวมถึงอนาคตของเทคโนโลยี AI ที่ยังคงสดใสสวนทางกับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังชะลอตัวลง การติดตามสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก



















