อัปเดตข่าวจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางและแรงขับเคลื่อน AI
กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สถานการณ์ข่าวทั่วโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมันโลก ขณะเดียวกัน ภาคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านเงินเฟ้อและนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์ที่น่าจับตาในหลายมิติ
วิกฤตตะวันออกกลางปะทุหนัก: ราคาน้ำมันพุ่งสูง เสี่ยงเกิน 100 ดอลลาร์
สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก หลังจากการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เหตุการณ์ครั้งนี้ได้นำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเข้าใส่เป้าหมายในอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับใกล้เคียงที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ 14 ทรงออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน โดยทรงเตือนถึง “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวง” หากความขัดแย้งยังคงบานปลาย
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจากความขัดแย้งนี้คือราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งขึ้นถึง 10% แตะระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกตลาดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้น หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่ลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ยังคงถูกปิดกั้น อิหร่านได้ออกคำเตือนให้เรือต่างๆ หลีกเลี่ยงการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ บริษัท DP World ได้ประกาศระงับการดำเนินงานที่ท่าเรือ Jebel Ali ในดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของภูมิภาค
แม้ว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) จะเห็นชอบเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเล็กน้อยที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเพิ่มขึ้นนี้มีปริมาณน้อยมากและอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหยุดชะงักของอุปทานที่อาจเกิดขึ้นหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดอย่างถาวร สถานการณ์ความไม่สงบยังลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น โดยมีรายงานการประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ ในปากีสถาน ซึ่งบางแห่งบานปลายไปสู่ความรุนแรง
เศรษฐกิจโลก: เงินเฟ้อยังสูง, นโยบายการค้าทรัมป์ และการลงทุน AI
ในด้านเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงดำเนินนโยบาย “รอดูสถานการณ์” ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% แม้จะมีการชะลอตัวลงบ้าง ข้อมูลล่าสุดจากเดือนมกราคม 2569 แสดงให้เห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่
อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลับมามีบทบาททางการเมือง ได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ที่ 15% ทันที หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินบางรายการที่เขากำหนดไว้ก่อนหน้านี้ การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องต่อภูมิทัศน์ทางการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3% โดยมีภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลกกำลังทุ่มเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท Nvidia รายงานผลประกอบการและแนวโน้มที่แข็งแกร่ง และได้รับเงินลงทุนจำนวนมากจาก Amazon, Nvidia และ SoftBank ใน OpenAI
ในส่วนของภาคสื่อสารและธุรกิจ CNBC ได้ประกาศปรับโครงสร้างห้องข่าวเพื่อรวมการดำเนินงานด้านโทรทัศน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงานบางส่วน แต่ก็มีแผนจะเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ประมาณ 40 ตำแหน่งในปีหน้า นอกจากนี้ CNBC ยังเตรียมเปิดตัวระบบสมาชิกแบบชำระเงิน (paywall) สำหรับเว็บไซต์ของตน ขณะที่ Bloomberg Investment Summit ในเดือนมีนาคมนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ตลาดส่วนตัวและสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายธนาคารกลาง
โดยสรุปแล้ว ตลาดโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและท้าทาย ทั้งจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากนโยบายการเงินและการค้า ในขณะเดียวกัน การพัฒนาและการลงทุนในเทคโนโลยี AI ก็ยังคงเป็นความหวังและแรงผลักดันสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต



















