อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, รอยเตอร์ส รายงานสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกปรับนโยบายรับมือ
สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงผันผวนจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอนาคตของกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ.
ความตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันทะยาน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 หลังมีรายงานการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน. เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นกว่า 10% ทันทีหลังมีข่าวการโจมตี แตะระดับประมาณ 80-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล.
ความกังวลหลักยังคงอยู่ที่การที่อิหร่านส่งสัญญาณอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก. เจ้าหน้าที่จากภารกิจกองทัพเรือสหภาพยุโรป (EU Naval Mission Aspides) เปิดเผยว่า เรือหลายลำได้รับสัญญาณวิทยุจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แจ้งว่า “ไม่มีเรือลำใดได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์บานปลายและช่องแคบถูกปิดจริง ราคาน้ำมันอาจทะยานไปถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไม่ช้า.
ด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อยที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาความกังวลในตลาดได้. ในขณะที่จีนได้แสดงความกังวลต่อการโจมตีดังกล่าว และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมแนะนำให้พลเมืองจีนในอิสราเอลและอิหร่านเร่งอพยพ. กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อการส่งออก พร้อมพิจารณาการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ.
ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงความผันผวนอย่างชัดเจน โดยดัชนีดาวโจนส์ประคองตัวปิดบวกเล็กน้อย แต่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี. แม้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่อย่าง Nvidia จะประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด แต่หุ้นกลับร่วงลงกว่า 5% ซึ่งสะท้อนปรากฏการณ์ “ขายเมื่อข่าวออก” (Sell on fact) และความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับงบประมาณการลงทุนใน AI (AI Capex) ว่าจะคุ้มค่ากับผลตอบแทนหรือไม่. นอกจากนี้ การประกาศปลดพนักงานกว่า 4,000 คนของบริษัทฟินเทค Block ยังเพิ่มความกังวลต่อภาคส่วน AI.
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญในสหรัฐฯ โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมที่สูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ และสร้างความท้าทายให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย. ในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี บิตคอยน์ร่วงลงกว่า 5% หลุดระดับ 65,000 ดอลลาร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15%. นักวิเคราะห์ชี้ว่าแรงกดดันหลักมาจากวัฏจักรขาลงของตลาดคริปโทฯ และการที่นักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในทองคำและหุ้น AI.
ด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นที่จับตา แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงการค้ากับจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังคงมีผลบังคับใช้. อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 15% ได้สร้างความสับสนและแรงเสียดทานกับประเทศคู่ค้า.
เศรษฐกิจไทยรับมือด้วยการลดดอกเบี้ย
ในส่วนของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569. การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้สิน โดยธนาคารหลายแห่ง เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และ SME D Bank ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามลงมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 และ 4 มีนาคม 2569.
ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยดัชนีหุ้นไทยปิดเหนือระดับ 1,500 จุด. วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 2.0% ซึ่งชะลอลงจากปี 2568 ที่ 2.4% โดยภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังสำคัญ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 35.5 ล้านคน. แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะผันผวนอย่างหนักจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 60-61 วัน และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาหากจำเป็น. อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มสูงที่ราคาจะมีการปรับขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหากความตึงเครียดยังคงอยู่.
โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ประเทศไทยพยายามใช้มาตรการทางการเงินเพื่อประคับประคองและกระตุ้นการเติบโตภายในประเทศ.


















