ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ
สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานสถานการณ์ล่าสุดที่ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางไปจนถึงสัญญาณเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าคาด และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ.
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญในอิหร่าน. เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 10% แตะระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกตลาดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม และนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าอาจทะยานแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก. ช่องแคบแห่งนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก และการระงับการขนส่งของบริษัทพลังงานและเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันหลายรายยิ่งเพิ่มความกังวลในตลาด.
นอกจากน้ำมันแล้ว ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์. นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นและค่าเงิน.
เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงสูงกว่าคาด กดดันการตัดสินใจของ Fed
ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกายังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index หรือ PPI) สำหรับเดือนมกราคมเพิ่มขึ้น 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3%. ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนี PPI พื้นฐานที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้นถึง 0.8% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ. ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคบริการ.
สถานการณ์เงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลายนี้ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ลง โดยปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เท่านั้น. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินนี้คาดว่าจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี.
กระแส AI และนโยบายภาษีของทรัมป์สร้างความปั่นป่วนในตลาด
ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ก็มีข้อกังวลตามมา. รายงานจาก Citrini Research ที่ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนบนวอลล์สตรีท ระบุว่ากระแส AI บูมอาจทำให้อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และหุ้นการเงิน. แม้จะมีการลงทุนมหาศาลใน AI โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI ที่สามารถระดมทุนได้ 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 7.3 แสนล้านดอลลาร์ แต่คำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนและการจ้างงานในระยะยาวยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดจับตา.
ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดอีกครั้ง หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่เขากำหนดไว้ก่อนหน้า. อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที โดยอ้างอิงอำนาจตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 แทน. การเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยสหภาพยุโรปได้แสดงความกังวลและเตรียมระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ชั่วคราว.
เศรษฐกิจไทยกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้สร้างความประหลาดใจด้วยมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1%. การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วย “ซ่อมงบดุล” ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบไม่สมดุล หรือ K-Shape. แม้ GDP ไตรมาสล่าสุดจะขยายตัวดีกว่าคาด แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากแรงส่งชั่วคราว ขณะที่ SME รายได้แรงงาน และสินเชื่อยังคงอ่อนแอ สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังต่ำกว่าศักยภาพ.
สรุปภาพรวมตลาด
โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ล้วนปิดลบจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่พุ่งเกินคาด และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของ AI. บรรยากาศการลงทุนยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวังจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงินที่ไม่ชัดเจน ความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเอกชน และคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแสลงทุน AI.


















