สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจโลก
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 | กรุงเทพฯ: รายงานพิเศษจากศูนย์ข่าวเศรษฐกิจโลก
Bloomberg / CNBC / Reuters รายงานตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (basis points) ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก
Fed ลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.75%–5.00% ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก
การตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ลงสู่กรอบเป้าหมายใหม่ที่ 4.75% ถึง 5.00% ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ เพื่อรับมือกับสัญญาณอ่อนแอของตลาดแรงงานและตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศยักษ์ใหญ่ Reuters ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นไปตามความคาดหวังของตลาดส่วนใหญ่ แต่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินโลกหลังจากที่ Fed ได้ใช้มาตรการเข้มงวดมาเป็นระยะเวลานาน
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหนือระดับเป้าหมายเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของอุปสงค์ทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็นการ “ประกันความเสี่ยง” เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่หยุดชะงักอย่างรุนแรง
ตลาดหุ้นเอเชียและไทยรับข่าวดี: เงินทุนไหลเข้ากลับมาคึกคัก
ผลตอบรับต่อการตัดสินใจของ Fed ปรากฏชัดในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย CNBC รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังทราบผลการประชุม โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และ KOSPI ของเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1.5% ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ก็ได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นของไทย เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนเริ่มน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงในสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics ประเมินว่า การลดดอกเบี้ยของ Fed จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลดีต่อสกุลเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงเงินบาทไทยด้วย แรงกดดันต่อการชำระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ของภาคเอกชนไทยจะลดลง ขณะที่ภาคการส่งออกของไทยจะได้เปรียบด้านราคามากขึ้น อย่างไรก็ตาม, การที่อัตราดอกเบี้ยโลกเริ่มลดลงอาจส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยตามมาในไม่ช้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว
ความท้าทายที่ยังคงอยู่: เงินเฟ้อและหนี้สาธารณะ
แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะสร้างความโล่งใจให้กับตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเตือนถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า Reuters เน้นย้ำว่า แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ในหลายประเทศยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารที่ยังมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF และ OECD ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสำหรับปี 2569 ลงเล็กน้อย โดยชี้ว่าอัตราการเติบโตโลกอาจชะลอตัวจาก 3.3% ในปี 2567 เหลือเพียง 2.9% ในปี 2569
ในส่วนของประเทศไทย CNBC รายงานว่า ภาคธุรกิจควรใช้โอกาสจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเพื่อขยายการลงทุน แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างระมัดระวัง เนื่องจากสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านฟองสบู่ในสินทรัพย์บางประเภทได้
โดยสรุป การตัดสินใจของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงการปรับสมดุลนโยบายการเงินจากความเข้มงวดไปสู่การกระตุ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นเอเชียอย่างชัดเจน แต่ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดปี 2569.


















