ข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค
กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเปราะบาง
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านและผลกระทบต่อตลาดพลังงาน
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” ในอิหร่านแล้ว การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านในรัฐอ่าวอาหรับได้สร้างความหวาดกลัวอย่างกว้างขวาง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าอิหร่านมีเป้าหมายที่จะแสดงให้เห็นว่าไม่มีพันธมิตรของสหรัฐฯ รายใดที่อยู่นอกระยะการโจมตี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงระเบิดและลูกไฟขนาดใหญ่เหนือรัฐอ่าวอาหรับ โดยมีรายงานขีปนาวุธพุ่งชนโรงแรมหรูในดูไบ สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
ผลจากความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมันโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น 4-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่อิหร่านได้ยืนยันว่าจะไม่มีแผนปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนนี้ได้เพิ่มความเปราะบางให้กับตลาดการเงินที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงที่จะกลับมาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์อีกครั้งในเจนีวา ซึ่งอาจเปิดประตูสู่การทูตเพิ่มเติม
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: การเติบโตที่เปราะบางและเงินเฟ้อ
ในด้านเศรษฐกิจโลก รายงานล่าสุดจาก Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการเติบโตที่ “แข็งแกร่ง” ในปี 2569 โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (ปรับตามเงินเฟ้อ) อยู่ที่ 2.9% ซึ่งสูงกว่าประมาณการฉันทามติที่ 2.7% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับการคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.8% ในปี 2569 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลดภาษีและการใช้จ่ายของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเติบโต แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะ “ไม่แน่นอนและเปราะบาง” ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลางจะมีการเติบโตคงที่ที่ 2.4% ในปี 2569
อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะลดลง แต่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ คาดว่าจะยังคงสูงกว่าเป้าหมายและจะกลับสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับนโยบายการเงิน ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม 2569 ส่วนในสหราชอาณาจักร Goldman Sachs คาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกสามครั้ง ครั้งละ 25 จุดพื้นฐานในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อยู่ที่ 3%
นอกจากนี้ นโยบายการค้ายังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอน โดยรัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยบล็อกมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนในตลาดและอาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงการค้ากับคู่ค้าเดิม
ตลาดหุ้นและการลงทุน: การปรับฐานในกลุ่มเทคโนโลยีและความสนใจใน AI
ตลาดหุ้นในอเมริกาเหนือมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน โดยดัชนี TSX ของแคนาดาปรับตัวสูงขึ้นจากราคาโลหะมีค่าที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ S&P 500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากการที่นักลงทุนโยกย้ายเงินออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงไปยังกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย หุ้นของ Nvidia ปรับลดลงแม้จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง สวนทางกับหุ้นของ AMD ที่พุ่งขึ้นหลังจากประกาศข้อตกลงชิป AI มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์กับ Meta โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่และสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นที่สูง โดยเฉพาะในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นความเสี่ยง นักลงทุนเริ่มคัดเลือกหุ้นในกลุ่ม AI อย่างพิถีพิถันมากขึ้น
ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงแรกจากความต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ต่อมาก็มีการขายทำกำไรเกิดขึ้นทำให้ราคาอ่อนตัวลง
ประเด็นสำคัญในแต่ละภูมิภาค
สำหรับแต่ละภูมิภาค สหรัฐฯ คาดว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่จีน Goldman Sachs คาดว่ายอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่และการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง บริษัท AI ของจีนคาดว่าจะใช้จ่าย 9 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2568-2570 ในด้าน AI ส่วนยุโรปกำลังดำเนินกลยุทธ์เพื่อฟื้นฟูภาคส่วนการป้องกัน พลังงาน และการผลิต เพื่อต่อต้านการลดอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสหภาพยุโรปและจีนกำลังเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนในหลายภาคส่วน เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนกังหันลม และเซมิคอนดักเตอร์
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและพลวัตทางเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและปรับกลยุทธ์อย่างรอบคอบเพื่อรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น.

















